เมื่อผู้สูงอายุเป็นไข้
ร่างกายคนเรามีอุณหภูมิปกติอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ
37 องศาเซลเซียส หรือ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ อย่างที่ว่าเป็นค่าเฉลี่ย
ดังนั้นแต่ละคนอาจมีอุณภูมิร่างกายสูงหรือต่ำกว่านี้ได้เล็กน้อย
ในแต่ละวันอุณหภูมิของเราอาจขึ้นๆ ลงๆ ได้เล็กน้อยตามแต่ช่วงเวลา
อย่างเช่น หากวัดปรอทตอนเช้าๆ อาจวัดได้สัก 97.5 F มาวัดอีกทีตอนบ่ายอาจวัดได้เป็น
99.5 F ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด แต่สำหรับผู้สูงอายุส่วนใหญ่นั้น
จะมีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อยเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
แต่เมื่อเกิดอาการไข้ขึ้น อุณหภูมิของร่างกายมักจะขึ้นสูงเกินกว่า
99.5 F เป็นสัญญาณว่าร่างกายของเรากำลังต่อสู้กับการติดเชื้ออะไรบางอย่างอยู่
ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งแบบเบาๆ และหนักหนาอย่างเช่น การติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ
ทางเดินปัสสาวะ ฯลฯ โดยทั่วไปหากอุณหภูมิยังไม่สูงเกิน 101
F แพทย์ก็มักจะไม่วิตกมากนัก ต้องรีบวินิจฉัยและหาทางเยียวยารักษาโดยด่วน
แต่ธรรมดาในผู้สูงอายุนั้น เวลาเจ็บป่วยมักจะไม่ค่อยแสดงออกด้วยการมีไข้ขึ้นสูงมากแบบสมัยเป็นหนุ่มสาว
สมมติว่าเป็นไข้หวัดหนักหนาประมาณเดียวกัน แต่ในเด็กหรือหนุ่มสาวอาจแสดงออกด้วยอาการไข้ขึ้นสูงมาก
ขณะที่ผู้สูงอายุมีอุณหภูมิเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อาการไข้จึงคล้ายสัญญาณไซเรนเตือนภัยเวลาเราเจ็บป่วย ผู้สูงอายุจึงไม่ควรชะล่าใจเมื่อเกิดอาการผิดปกติกับร่างกาย
แต่ไม่ได้มีไข้ หากเมื่อไหร่ที่รู้สึกผิดปกติ อย่างเช่น มีอาการปวดหัว
มึนงง นอนไม่หลับ ร้อนๆ หนาวๆ ท้องอืด กินอาหารไม่ลง หอบมากกว่าปกติ
หรือรู้สึกสับสนแม้จะไม่มีไข้ ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ให้วินิจฉัยโดยเร็ว
หากท่านไหนมีโรคประจำตัว คือโรคหัวใจ หรือโรคเกี่ยวกับปอดก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง
และสังเกตอาการไข้ของตัวเอง เพราะ หากไข้ขึ้นสูงกว่า 101 F
ก็อาจทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายต้องทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งค่อนข้างอันตราย
นำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้
ข้อแนะนำในการดูแลผู้สูงอายุเมื่อมีไข้
- หากไข้ขึ้นสูงน้อยกว่า 101 F น้อยกว่า 3 วันติดกันโดยไม่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย
ก็อาจรักษาตัวเองได้โดยการเช็ดตัว และให้รับประทานยาแอสไพริน
หรือ พาราเซตามอล (โดยปรึกษาแพทย์เสียก่อนเกี่ยวกับการใช้ยาเหล่านี้ที่เหมาะสมกับแต่ละคน)
- ดื่นน้ำเปล่ามากๆ ประมาณวันละ 10 แก้ว ไม่ควรดื่มเหล้าหรือแอลกอฮอล์
เพราะการเป็นไข้ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อ จึงอาจเกิดอาการขาดน้ำได้
จึงควรดื่มน้ำมากๆ ทดแทน
- หากมีอาการไข้ ร่วมกับการเจ็บคอ ปวดในหู ไอบ่อยๆ หรือ เป็นไข้แล้วมีอาการอาเจียนร่วมด้วย
ควรปรึกษาแพทย์
- หากเป็นไข้พร้อมกับอาการหวัด เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว
ไอ แต่เมื่อวัดปรอทแล้วยังต่ำกว่า 101 F ก็อาจรักษาตัวเองโดยวิธีบรรเทาหวัดแบบทั่วไป
แต่หากเป็นไข้ติดต่อกันนานเกิน 3 วันไม่หายสักทีควรปรึกษาแพทย์
แต่หากเกิดอาการดังต่อไปนี้
ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
- หากเป็นไข้ พร้อมกับอาการสั่นเทิ้ม รู้สึกหนาว หรือเป็นไข้พร้อมกับปวดหลัง
หรือปวดเวลาขับปัสสาวะ และมีอาการปัสสาวะไม่สุด (อันอาจเกิดมาจากการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ)
- หากมีไข้สูงมากกว่า 101 F
- เป็นไข้ ร่วมกับภาวะสับสน งุนงง อย่างฉับพลันทันด่วน
- เป็นไข้ ร่วมกับอาการคอแข็ง
- มีอาการปวดที่ท้องน้อย และเป็นไข้นานติดต่อกันเกินกว่า 2
ชั่วโมง
อาการไข้ร่วมกับภาวะผิดปกติต่าง ๆ ในผู้สูงอายุเหล่านี้
หากสังเกตและตระหนักรู้ได้เร็ว รีบไปพบแพทย์ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยอาการและหาทางเยียวยารักษาได้แต่เนิ่นๆ
ดังนั้นท่านผู้สูงอายุเอง หรือผู้ดูแลก็ควรคอยสังเกตอาการให้ดี
เมื่อไรที่มีไข้ก็อย่าลืมใช้ปรอทคอยวัดอุณหภูมิของร่างกายเป็นระยะ
ๆ เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย
|