ปวดหัวไหล่...
นพ.ประสิทธิ์ วงศ์ตรีรัตนชัย ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์

     คุณเคยมีอาการปวดหัวไหล่บ้างหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียนที่ชอบทำกิจกรรม คุณเป็นพนักงานออฟฟิศ หรือคุณเป็นนักกีฬา อาการปวดหัวไหล่อาจจะทำให้คุณเคยหงุดหงิดหรือถึงกับต้องหยุดงานและหยุดเรียนมาแล้ว
คุณอาจจะรู้สึกปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวของหัวไหล่ หรือปวดตลอดเวลา บางครั้งมีอาการปวดชั่วคราวแล้วหายไปเอง หรืออาจปวดติดต่อกันหลายวันให้รู้สึกทรมานน่ารำคาญจนคุณอาจต้องพึ่งคุณหมอเพื่อช่วยวินิจฉัยและรักษา

สาเหตุ...ปวดไหล่ ?
     สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดไหล่มักเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ เอ็น และถุงน้ำรอบข้อไหล่ บางส่วนอาจสัมพันธ์กับกระดูก ซึ่งอาจแบ่งสาเหตุของอาการปวดได้จาก 3 ลักษณะ
     * เอ็นอักเสบ ถุงน้ำอักเสบ ( tendinitis/bursitis )
     * อุบัติเหตุ ข้อไหล่หลวม ( injury/instability )
     * ข้อเสื่อม ( arthritis )
     นอกจากนี้สาเหตุส่วนน้อยที่จะทำให้เกิดอาการปวดได้อีก เช่น โรคมะเร็ง การติดเชื้อข้อไหล่ หรือการกดทับของเส้นประสาท

เอ็นอักเสบ ถุงน้ำอักเสบ
     เอ็น (tendon) เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อและกระดูก ดังนั้นจึงเป็นส่วนที่มีการขยับตลอดเวลาเมื่อเราใช้ข้อไหล่ทำงานและทำให้เกิดการอักเสบของเอ็นได้ เหมือนกับการสึกของส้นรองเท้าซึ่งเกิดจากการเดินมากๆ หรืออาจทำให้ส้นรองเท้าถึงกับแตกเลยก็ได้ การอักเสบของเอ็น(tendinitis) เกิดได้จากหลายปัจจัยดังนี้
     * การอักเสบฉับพลัน (acute tendinitis) หลังจากการใช้งานหนักและติดต่อเป็นเวลานาน เช่น นักกีฬาที่มีการขว้างลูกบอล อย่างนักเบสบอลหรือนักบาสเกตบอล
     * การอักเสบเรื้อรัง (chronic tendinitis) เป็นผลมาจากการเสื่อมสภาพหลังจากใช้งานมานานหลายปี พบในผู้สูงอายุ
     * การฉีกขาดบางส่วนของเอ็นซึ่งมีผลจากอุบัติเหตุในคนอายุน้อยหรือจากการเสื่อมที่พบในผู้สูงอายุ กล้ามเนื้อกลุ่ม Rotator cuff เกิดการบาดเจ็บได้บ่อยในกลุ่มนี้ และถือเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้ในการทำงานและให้ความแข็งแรงของข้อไหล่

     บางครั้งการใช้งานอย่างหนักหน่วง เช่น ในนักกีฬา หรือคนทำงานบ้าน ก็มีโอกาส ทำให้เกิดการอักเสบและการบวมของถุงน้ำเหนือข้อไหล่ หรือ Bursitis สำหรับถุงน้ำนี้มีเป็นจำนวนมากรอบข้อไหล่ ประโยชน์คือช่วยลดการเสียดสีของเอ็นและกระดูก การอักเสบของถุงน้ำมักเกิดร่วมกับการอักเสบของกลุ่มกล้ามเนื้อ Rotator cuff
     บางครั้งการปวดข้อไหล่เป็นเวลานาน ทำให้เราใช้งานน้อยลงและลดการเคลื่อนไหวของข้อไหล่จนทำให้เกิดข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) ตามมาได้ซึ่งมักพบในช่วงอายุ 40-60 ปี ดังนั้นจะเห็นว่ากลุ่มโรคดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอน
จะรู้และรักษาได้อย่างไร
     ทางที่ดีที่สุดเมื่อมีอาการปวดเป็นเวลานานมากกว่า 1 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อให้แพทย์ตรวจ โดยทั่วไปแพทย์จะทำการตรวจดูกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อไหล่ก่อน
แต่ในบางรายอาจจำเป็นต้องตรวจภาพถ่ายทางรังสีเพิ่มเติมเพื่อช่วยการวินิจฉัย และจะเริ่มต้นรักษาดังนี้
     * พักการใช้งานชั่วคราวในกรณีที่เกิดการปวดอย่างฉับพลัน เช่น นักกีฬา อาจจำเป็นต้องหยุดการเล่นชั่วคราวจนกว่าอาการจะดีขึ้น
     * เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน หรือการออกกำลังกาย เพราะโรคนี้เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ ตลอดเวลา
     * ใช้ยาลดการปวดและการอักเสบ
     * ทำกายภาพบำบัด ซึ่งจะช่วยลดการติดของข้อไหล่ได้
     ในบางครั้งแพทย์อาจใช้ยาฉีดสเตียรอยด์ เข้าไปยังถุงน้ำในรายที่มีอาการบวมอักเสบของถุงน้ำเหนือข้อไหล่ ซึ่งการรักษานี้เป็นทั้งการวินิจฉัยด้วยเพราะทำให้อาการปวดลดลงอย่างรวดเร็ว

อุบัติเหตุ ข้อไหล่หลวม
     อาการปวดในกลุ่มนี้เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุ แล้วเกิดข้อไหล่หลุดอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยหลังจากการหลุดครั้งแรกแล้ว อาจมีอาการปวดเวลายกแขนเหนือศีรษะหรือต้องการเอื้อมหยิบของ เนื่องจากรู้สึกเหมือนข้อไหล่จะหลุดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมักเกิดในผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุข้อไหล่หลุดเมื่ออายุยังน้อย โดยเฉพาะน้อยกว่า 20 ปี เกิดจากการที่กระดูกอ่อนขอบเบ้า (glenoid labrum) ฉีกขาด
     สำหรับการวินิจฉัยอาจใช้การถ่ายภาพรังสีคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า MRI ช่วยในการประกอบการตัดสินใจเพื่อรักษา โดยวิธีรักษาประกอบด้วยการหยุดพักการใช้งานในช่วงแรก การทำกายภาพบำบัด ในบางรายอาจต้องใช้การรักษาด้วยการผ่าตัด โดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อเป็นผู้แนะนำ

ข้อเสื่อม
     อาการปวดของข้อในกลุ่มนี้เกิดจากการอักเสบและมีการเสื่อมของข้อไหล่ พบในผู้สูงอายุ โดยเกิดการแตกและเสื่อมของผิวข้อไหล่ จึงบวม ปวด และเกิดข้อไหล่ติดตามมาได้                     สำหรับการวินิจฉัยอาจต้องใช้การถ่ายภาพทางรังสี ส่วนการรักษาสามารถทำได้โดยพักการใช้งาน ใช้ยาลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDS ยาลดอาการปวด และการทำกายภาพบำบัด มีน้อยรายที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม

     เมื่อเราทราบสาเหตุต่างๆ ของอาการปวดข้อไหล่แล้ว หวังว่าคุณๆ สามารถระวังป้องกัน และรักษาเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง หรือควรไปหาหมอถ้าอาการดังกล่าวเป็นอยู่บ่อยๆ และไม่หายด้วยการรักษาเบื้องต้นนะครับ

 

 

 





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2014 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.