 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
| |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
| |
มะเร็งตับอ่อน
พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์
มะเร็งตับอ่อน เป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก สถิติของสหรัฐอเมริกาพบว่ามีอุบัติการณ์(คนไข้ใหม่) ปีละประมาณ 25,000 ถึง 30,000 ราย ที่ญี่ปุ่นจัดเป็นมะเร็งอันดับ 5 แต่สำหรับเมืองไทยมะเร็งตับอ่อนเกิดน้อยกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ซึ่งเคยอยู่ในอันดับที่ 5 มะเร็งตับอ่อนมักเกิดในคนสูงอายุระหว่าง 60 ถึง 80 ปี แต่อาจจะพบในคนอายุ 40 ปีได้บ้าง(ประมาณ 2%) พบในชายมากกว่าหญิง
ตับอ่อน (pancreas) เป็นอวัยวะที่ยาวประมาณ 6 นิ้ว วางทอดขวางหน้ากระดูกสันหลัง และอยู่หลังกระเพาะอาหาร รูปร่างของมันคล้ายปลาดุก ส่วนหัวอยู่ทางด้านขวาของเจ้าของ ทอดอยู่ในอ้อมกอดของลำไส้เล็กส่วนต้นที่เรียกว่า ดูโอดีนัม (duodenum) ส่วนหางอยู่ทางซ้ายจ่อติดกับม้าม (spleen) ตรงกลางมีหลอดเลือดใหญ่ทอดผ่านหลายหลอด (ทำให้การผ่าตัดยาก) ตับอ่อนทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยอาหาร และสร้างฮอร์โมนอินซูลินและกลูคากอนซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถใช้น้ำตาลในร่างกายได้เป็นปกติ มะเร็งตับอ่อนส่วนมาก (90%) เกิดจากเซลล์ที่หลั่งน้ำย่อย
ตับอ่อนก็เหมือนกับอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย คือเซลล์ของมันสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งได้ และที่สำคัญคือตอนที่คนไข้มีอาการแล้วไปหาแพทย์มะเร็งตับอ่อนก็มักจะเป็นมากจนพ้นจุดที่จะผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้แล้ว ดังนั้นความรู้เรื่องมะเร็งตับอ่อนอาจจะช่วยให้คนเราสามารถจะตระหนักถึงอาการของมัน ทำให้มาหาแพทย์ได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งมีผลดีต่อการรักษา
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อนมีหลายอย่างคือ การสูบบุหรี่ ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ภาวะหรือโรคที่เป็นมาแต่กำเนิดหลายอย่าง เช่น ตับอ่อนอักเสบจากพันธุกรรม กลุ่มอาการเนื้องอกต่อมไร้ท่อหลายชนิด (MEN type 1) มะเร็งลำไส้ใหญ่แบบพันธุกรรมที่ไม่เกี่ยวกับโรคติ่งเนื้องอกมากมายในลำไส้ (HNPCC) โรคกลุ่มอาการไฝดำตามตัวมากมายจากพันธุกรรม (FAMMM) สำหรับเบาหวานเรื้อรังยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามันเป็นสาเหตุหรือไม่ เมื่อก่อนเคยคิดกันว่าคนดื่มกาแฟมากๆ จะเป็นมะเร็งตับอ่อนได้มากกว่าคนที่ดื่มน้อย
แต่ปัจจุบันนี้ไม่เชื่อกันแล้วแต่ถ้าคุณมีอาการดังต่อไปนี้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ 
• ดีซ่าน (ตัวเหลืองตาเหลือง) ถ้ามีคนมาทักว่าทำไมตาเหลือง คุณต้องระวัง
• อาการปวดบริเวณส่วนบนของช่องท้องและร้าวไปหลัง
• น้ำหนักลดอย่างไม่ทราบสาเหตุ
• เบื่ออาหาร
• อ่อนเพลียกว่าปกติ
เขาศึกษาพบว่าเบาหวานที่เพิ่งตรวจพบใหม่ๆ เป็นสัญญาณบอกเหตุของมะเร็งตับอ่อนอย่างหนึ่ง
การที่โรคมะเร็งตับอ่อนวินิจฉัยได้ยากในระยะเริ่มแรก (ที่สามารถรักษาหายได้) เกิดจากหลายปัจจัยคือ
• อาการแสดงของมะเร็งตับอ่อน ได้แก่ ดีซ่าน (ตัวเหลืองตาเหลือง) อาการปวดท้อง ปวดหลัง และน้ำหนักลด เป็นอาการที่อาจจะเกิดจากโรคอื่นได้เหมือนกัน แพทย์บางคนจึงอาจไม่สงสัยตรวจสืบค้นหามะเร็งตับอ่อน
• ไม่มีอาการหรืออาการแสดงของมะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มต้นที่สังเกตเห็นได้ง่ายและแน่ชัด
• ตับอ่อนทอดตัวอยู่ในที่อับ คือ ถูกห้อมล้อมอยู่โดยอวัยวะอื่นหลายอย่างแพทย์จึงตรวจโดยการคลำพบได้ยาก
ถ้าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งตับอ่อนหรือไม่ แพทย์มีวิธีการตรวจหาหรือยืนยันได้หลายวิธี รวมทั้งวิธีต่างๆ ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ แต่อาจจะไม่จำเป็นต้องทำหมดทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์
• การซักประวัติตรวจร่างกาย เป็นสิ่งชี้นำในการตรวจขั้นตอนต่อไป ถ้าเป็นมะเร็งในระยะเริ่มแรกมักจะตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ หรือคลำได้ก้อน
• ฉายภาพรังสีปอด เพื่อดูว่ามีมะเร็งแพร่กระจายมายังปอดแล้วหรือยัง ถ้าแพร่มาแล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี
• ซีทีสแกน (CT scan) เป็นเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่ถ่ายกวาดให้เห็นภาพตัดตามขวางของส่วนต่างๆ ในร่างกาย ถ้ามีมะเร็งตับอ่อนส่วนมากจะเห็นได้จากซีทีสแกนนี้
• เอ็มอาร์ไอ (MRI) เป็นการถ่ายภาพคอมพิวเตอร์อีกชนิดหนึ่งที่ไม่อาศัยรังสีเอกซ์แต่อาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้เห็นภาพถ่ายกวาดของอวัยวะภายใน สามารถตรวจพบมะเร็งตับอ่อนได้ ในบางกรณีจะช่วยเสริมข้อมูลบางอย่างที่ ซีที มองไม่เห็น
• เพ็ตสแกน (PET scan)(positron emission tomography scan) เป็นเครื่องที่ใช้ตรวจหาเซลล์มะเร็ง โดยอาศัยหลักการที่มะเร็งจับเอาสารกลูโคสที่ติดฉลากด้วยกัมมันตภาพรังสี ทำให้เครื่องตรวจกวาดเห็นได้ ในบางกรณีต้องใช้เครื่องนี้ช่วย โดยเฉพาะในรายที่ต้องการรู้ว่ามะเร็งแพร่กระจายไปแล้วหรือยัง
• การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน แล้วตรวจด้วยอัลตราซาวน์บริเวณตับอ่อน (endoscopic ultrasound = EUS) ทำให้สามารถเห็นภาพมะเร็งตับอ่อนและต่อมน้ำเหลืองรอบตับอ่อนว่ามีมะเร็งแพร่กระจายไปถึงหรือยัง
• การส่องกล้องตรวจภายในช่องท้อง (laparoscopy) เป็นการตรวจหามะเร็งและตัดชิ้นเนื้อตรวจ และเพื่อดูว่ามะเร็งที่ตรวจพบโดยวิธีอื่นแล้วนั้นมันแพร่กระจายไปในช่องท้องแล้วหรือไม่ ถ้าแพร่กระจายแล้วแสดงว่าการผ่าตัดซึ่งเป็นวิธีรักษาให้หายขาดใช้ไม่ได้แล้ว ขืนทำไปคนไข้จะได้รับความเสี่ยงโดยได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสีย
• การส่องกล้องตรวจและฉีดสีเอกซเรย์ท่อน้ำดีและท่อตับอ่อน (endoscopic retrograde cholangiopancreatography หรือย่อว่า ERCP) วิธีนี้ทำให้สามารถบอกได้ว่ามีมะเร็งที่หัวตับอ่อนหรือตัวตับอ่อนหรือไม่ สามารถตัดชิ้นเนื้อเอาไปตรวจยืนยันมะเร็งทางพยาธิสภาพ และถ้ามีการอุดตันของท่อน้ำดีจากมะเร็ง คนส่องกล้องก็สามารถสอดใส่หลอดตะแกรงโลหะ(stent) เพื่อค้ำจุนเปิดท่อไม่ให้ตีบตัน เป็นการรักษาแบบทุเลาอาการดีซ่านในกรณีคนที่ไม่สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้แล้ว
• การตรวจโดยการแทงเข็มผ่านผิวหนังเข้าตับเพื่อฉีดสารทึบรังสี แล้วเอกซเรย์ดูภาพท่อน้ำดี (percutaneous transhepatic cholangiography หรือย่อว่า PTC) ถ้าตรวจพบว่ามีการอุดตันของท่อน้ำดีก็จะช่วยการวินิจฉัยและสามารถใส่ stent บรรเทาการอุดตันซึ่งทำให้เกิดอาการดีซ่านด้วย ในบางกรณีถ้าใส่ stent ไม่ได้เขาก็ใส่ท่อระบายน้ำดีออกสู่ภายนอก การตรวจอย่างนี้จะทำก็ต่อเมื่อการทำ ERCP ทำไม่ได้แล้ว
• การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิสภาพ เป็นสิ่งจำเป็นในการวินิจฉัยโรคที่แน่นอนว่าก้อนเนื้องอกในตับอ่อนเป็นมะเร็ง(เนื้อร้าย) หรือเนื้องอกชนิดไม่ร้าย การตัดชิ้นเนื้ออาจจะทำได้หลายวิธี เช่น การแทงเข็มเล็กๆ ผ่านช่องท้องภายใต้การนำวิถีโดยอัลตราซาวน์หรือเอกซเรย์ การตัดชิ้นเนื้อโดยการส่องกล้องในทางเดินอาหารส่วนต้นร่วมกับการทำอัลตราซาวน์ หรือโดยการส่องภายในช่องท้องแล้วตัดชิ้นเนื้อ
การพยากรณ์โรคมะเร็งตับอ่อน อาศัยปัจจัยต่อไปนี้
1. ผ่าตัดได้หรือไม่
2. ระยะของมะเร็ง
3. สุขภาพทั่วไปของคนไข้ดีหรือไม่ ทนการผ่าตัดได้หรือไม่
4. มะเร็งที่เพิ่งตรวจพบครั้งแรกดีกว่ามะเร็งที่กลับมาเป็นใหม่
การรักษามีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง
มะเร็งในระยะต้นๆ ที่ยังสามารถผ่าตัดเอาออกได้ก็ควรรักษาด้วยการผ่าตัดเอาออก
การผ่าตัดเอาตับอ่อนออกเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนเนื่องจากเป็นอวัยวะที่ถูกห้อมล้อมด้วยอวัยวะสำคัญอื่นๆ หลายอย่าง จึงมีความเสี่ยง
• มะเร็งที่ส่วนหัวของตับอ่อน ต้องตัดส่วนต่างๆ เหล่านี้ออกไป คือ หัวตับอ่อน ลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) ท่อน้ำดี กระเพาะอาหารบางส่วน แล้วทำการเย็บต่อลำไส้เข้ากับอวัยวะส่วนที่เหลืออยู่คือ ตับอ่อน กระเพาะอาหาร ท่อน้ำดี เพื่อให้ทำงานได้ปกติ (วิธีนี้เรียกว่า pancreatoduodenectomy หรือ Whipple operation)
• ถ้าเป็นมะเร็งส่วนลำตัวหรือส่วนหางของตับอ่อนก็จะต้องผ่าตัดเอาลำตัวและหางของตับอ่อนรวมทั้งม้ามที่ติดอยู่ที่หางตับอ่อนออกไป แล้วทำการเย็บต่อลำไส้เข้าที่ (distal pancreatectomy)
• ในบางกรณีจำเป็นต้องตัดตับอ่อนออกหมด (total pancreatectomy)
• ในกรณีที่ตัดออกไม่ได้แล้วก็จำเป็นต้องผ่าตัดบรรเทาอาการ เช่น ผ่าตัดป้องกันการอุดตันของลำไส้ หรือส่องกล้องใส่ stent ในลำไส้เล็กป้องกันการอุดตัน
• ในกรณีที่มะเร็งอยู่ในระยะสูงๆ ผ่าตัดออกไม่ได้แล้วก็มีทางเลือกในการรักษาคือการให้เคมีบำบัด และการฉายรังสีเพื่อยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง
• ในกรณีที่มีอาการปวดท้องจากมะเร็งที่ผ่าตัดออกไม่ได้ นอกจากจะให้ยาแก้ปวดแล้ว ก็มีวิธีการลดความเจ็บปวดได้โดยการฉีดสารทำลายเส้นประสาทรอบตับอ่อนที่นำความรู้สึกปวด การฉีดสารทำลายประสาทนี้อาจจะฉีดโดยศัลยแพทย์ในขณะผ่าตัดหรือฉีดโดยรังสีแพทย์ก็ได
้
การรักษามะเร็งตับอ่อนอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะจากการผ่าตัดหรือการให้เคมีบำบัด ผู้ป่วยและญาติจึงต้องมีความรู้ในเรื่องนี้โดยการพูดคุยสอบถามจากแพทย์เจ้าของไข้
การรักษามะเร็งตับอ่อนที่ได้ผลดี คือ ผ่าตัดมะเร็งในระยะต้นๆ ที่ได้รับการตรวจพบอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการที่คนไข้ต้องมีความรู้ ตระหนักถึงอาการได้รวดเร็วด้วย แล้วรีบไปให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยให้ได้ อย่ามัวแต่มะงุมมะงาหรา ลังเล รีรอ เนื่องจากมะเร็งพวกนี้ร้ายแรงและงอกเร็ว
|
For
comments and suggestions about this site, contact the
Webmaster
Copyright©2008 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.
|
 |
 |
 |
|