สายเสียงอักเสบ
ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ผู้เชี่ยวชาญด้านโสต ศอ นาสิก ลาริงซ์วิทยา
เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคมย่อมต้องมีการสื่อสารระหว่างกัน เสียงพูดเป็นวิธีสื่อสารที่สำคัญมาก เพราะแม้แต่ภาษาที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็เป็นวิธีที่นำมาใช้เพื่อแทนเสียงพูดนั่นเอง หากมีอะไรมารบกวนทำให้ไม่สามารถใช้เสียงพูดได้ตามปกติ ย่อมต้องรบกวนวิถีชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ตัวการหนึ่งที่รบกวนเสียงพูดทำให้เราไม่สามารถสื่อสารได้ตามปกตินั่นก็คือ โรคสายเสียงอักเสบ ซึ่งก่อนอื่นเราคงต้องรู้ถึงความสำคัญของสายเสียงกันก่อน
สายเสียง...สำคัญอย่างไร
เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น คงต้องอธิบายก่อนว่าเสียงของเรานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เสียงพูดเกิดจากลมหายใจออกที่ผ่านออกจากปอดและหลอดลมไปยังสายเสียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกล่องเสียงที่อยู่บริเวณลูกกระเดือก ช่วงที่เราพูดกล้ามเนื้อของสายเสียงจะดึงสายเสียงให้เข้ามาชิดกัน ลมจากปอดนี้จะดันให้สายเสียงเปิด-ปิด แยกออกเป็นจังหวะทำให้สายเสียงสั่นสะเทือน ถ้าสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูง เสียงจะสูง ถ้าสั่นสะเทือนด้วยความถี่ต่ำ เสียงก็จะทุ้ม เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของสายเสียงเพียงอย่างเดียวจะมีแต่เสียงสูงต่ำ จนเมื่อมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของอวัยวะในช่องคอและช่องปาก เช่น ลิ้น ฟัน เพดาน จึงทำให้เกิดเป็นเสียงพูด จะเห็นได้ว่าสายเสียงเป็นอวัยวะที่สำคัญในการสร้างเสียง หากเกิดปัญหากับสายเสียง เช่น ใช้เสียงผิดวิธีหรือเกิดการติดเชื้อของสายเสียง จะทำให้สายเสียงอักเสบ บวมแดง เกิดตุ่มที่สายเสียง (vocal nodule) สายเสียงก็จะไม่สามารถสร้างเสียงที่มีคุณภาพดีๆ ได้ ทำให้เกิดเสียงแหบแห้งหรือเสียงหายตามมา
เมื่อสายเสียงอักเสบ
เมื่อสายเสียงอักเสบ จะทำให้สายเสียงบวมและเข้ามาประชิดกันไม่สนิทในขณะพูด เกิดเสียงแหบหรือมีลมแทรก สายเสียงอักเสบนี้พบได้บ่อยในคนทุกวัยโดยเฉพาะในผู้ที่เป็นไข้หวัด เจ็บคอ ไอ สูบบุหรี่ ดื่มสุราจัด หรือใช้เสียงมากเกินไป สายเสียงอักเสบแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
1. สายเสียงอักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่มักเป็นชั่วคราวไม่เกิน 3 สัปดาห์ และผู้ป่วยมักจะดีขึ้นหลังจากรักษาสาเหตุ
2. สายเสียงอักเสบเรื้อรัง ส่วนใหญ่มีอาการนานเกิน 3 สัปดาห์ และมักจะเป็นๆ หายๆ ขึ้นอยู่กับสาเหตุ
หลากสาเหตุ สายเสียงอักเสบ
สายเสียงอาจอักเสบได้จากหลายสาเหตุ เมื่อเราทราบว่ามีสาเหตุอะไรบ้างจะทำให้เราสามารถปฏิบัติตัวและหลีกเลี่ยงสาเหตุเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม สาเหตุต่างๆ เหล่านั้นคือ
* การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา หรือเชื้อวัณโรค ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น เมื่อเป็นหวัด ก็จะมีการอักเสบบริเวณช่องจมูกและภายในคอ การอักเสบนี้อาจลุกลามไปถึงกล่องเสียงและสายเสียง ทำให้สายเสียงอักเสบ ส่วนใหญ่เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสจะทำให้สายเสียงอักเสบอยู่นาน 1-3 สัปดาห์ แต่เชื้อราและเชื้อวัณโรคจะทำให้สายเสียงอักเสบได้นานเป็นแรมเดือน ซึ่งบางรายอาจมีอาการไข้ ไอเรื้อรัง น้ำหนักลดร่วมด้วย
* การได้รับแรงกระแทกบริเวณกล่องเสียง หรือการหายใจเอาไอร้อนจัด สารเคมี หรือก๊าซที่ทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายเข้าไป อาจทำให้สายเสียงอักเสบได้
* การใช้เสียงผิดวิธีจนติดเป็นนิสัย เช่น ชอบตะโกน ใช้เสียงมากหรือนานเกินไป เช่น นักร้องช่วงงานชุก นักการเมืองช่วงหาเสียง นักเทศน์ นักพูดที่ต้องพูดนาน เป็นต้น
* การระคายเคืองเรื้อรัง เช่น การไอเรื้อรัง สูบบุหรี่ ดื่มสุรา น้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนไปที่กล่องเสียง แล้วไปสัมผัสสายเสียงในผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนทำให้สายเสียงอักเสบ มีอาการเสียงแหบ เจ็บคอหลังตื่นนอนตอนเช้า พอสายๆ ก็ทุเลาไปเองโดยไม่ได้มีอาการไข้หวัดแต่อย่างใด หรือไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกหรือหนองไหลลงคอไประคายเคืองสายเสียง การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ของที่มีกลิ่นฉุน ฝุ่น ควันเป็นประจำ เป็นต้น
อาการของสายเสียงอักเสบ
* เสียงแหบ บางรายอาจเป็นมากจนถึงขั้นไม่มีเสียง อาจมีอาการหลังเป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือไอ ถ้าเกิดจากการระคายเคืองมักมีอาการเสียงแหบหลังสูบบุหรี่หรือดื่มสุราจัด กรณีเกิดจากการใช้เสียงก็มักมีอาการเสียงแหบหลังจากร้องเพลงมากหรือใช้เสียงพูดมาก
* เจ็บคอ คอแห้ง รู้สึกคล้ายมีอะไรอยู่ในคอ กลืนลำบากหรือกลืนเจ็บ
* ระคายคอ ไอ
* หายใจลำบากหรือหายใจติดขัดโดยเฉพาะในเด็ก
ผู้ที่เป็นสายเสียงอักเสบจากการติดเชื้อมักจะมีอาการเสียงแหบอยู่นาน 1 สัปดาห์ หรือทุเลาลงหลังจากได้รับการรักษาที่ถูกต้องเพียงไม่กี่วัน ส่วนผู้ที่เป็นสายเสียงอักเสบจากการใช้เสียง สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราจัด เมื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้อาการก็มักจะทุเลาภายใน 1-3 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่สายเสียงอักเสบจากการระคายเคือง เช่น จากโรคกรดไหลย้อน หรือใช้เสียงผิดวิธี อาการมักจะเป็นอยู่นานตราบเท่าที่ยังสัมผัสสิ่งระคายเคืองนั้นๆ หรือเป็นๆ หายๆ ไปเรื่อยๆ
สายเสียงอักเสบจากการติดเชื้อและการระคายเคืองส่วนใหญ่มักไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ส่วนน้อยที่อาจทำให้เกิดหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบตามมาถ้าปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง ในรายที่เกิดจากการระคายเคือง เช่น สูบบุหรี่ ใช้เสียงมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดตุ่มที่สายเสียงได้
การตรวจวินิจฉัย
เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะวินิจฉัยโดยซักถามอาการต่างๆ จากนั้นจะตรวจร่างกายโดยใช้กระจกเงาสะท้อนแสงใส่เข้าไปในปากเพื่อดูว่าสายเสียงผิดปกติ บวม หรือมีก้อนหรือไม่ ทดสอบการทำงานของสายเสียงโดยให้ร้องคำว่า อี อี (indirect laryngoscopy)
หากดูแล้วยังไม่แน่ใจหรือเห็นไม่ชัด แพทย์จะใช้กล้องส่องที่มีเลนส์ขยายพิเศษใส่เข้าทางปากเพื่อดูรายละเอียดของสายเสียง (telescopy) แต่ถ้าไม่ชัดเจนแพทย์อาจใช้กล้องชนิดพิเศษที่มีสายอ่อนและมีเลนส์ขยายใส่เข้าทางจมูก (fiber-optic laryngoscopy) ซึ่งจะทำให้เห็นสายเสียงได้ชัดเจนมากขึ้น
การตรวจทั้งหมดนี้ไม่ทำให้เจ็บปวด เพราะแพทย์จะให้ยาชาเฉพาะที่ก่อนตรวจ ถ้าพบก้อนผิดปกติบนสายเสียงก็อาจตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ ออกมาเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพิ่มเติม
สายเสียงอักเสบรักษาได้ ถ้าจัดการที่สาเหตุ
หลังจากตรวจวินิจฉัยแล้ว แพทย์จะให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น
* ถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะให้ยาบรรเทาตามอาการเพราะส่วนใหญ่มักจะมีอาการดีขึ้นเอง
* ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย คือ มีเสมหะข้นเหลืองเขียว หรือต่อมทอนซิลอักเสบบวมแดง แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ
* ในรายที่เกิดจากการระคายเคือง แพทย์จะแนะนำให้หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง เช่น บุหรี่ สุรา การใช้เสียง
* กรณีที่เกิดจากโรคกรดไหลย้อน แพทย์จะให้ยาลดการหลั่งกรดและแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
* ถ้าเกิดจากเชื้อราหรือเชื้อวัณโรค แพทย์จะให้ยาต้านเชื้อราหรือยารักษาเชื้อวัณโรค
* ถ้ามีตุ่มที่สายเสียงซึ่งเกิดจากการใช้เสียงมากผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดเอาตุ่มดังกล่าวออก ถ้าฝึกการพูดและการใช้เสียงแล้วอย่างน้อย 3 เดือนแล้วอาการเสียงแหบยังไม่ดีขึ้น
* แพทย์อาจให้กินยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อลดการบวมและการอักเสบของสายเสียง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการใช้เสียงอย่างเร่งด่วน เช่น จะต้องไปร้องเพลงหรือบรรยาย
กรณีที่สายเสียงอักเสบ ควรดูแลตัวเองโดย
* งดบุหรี่ สุรา กาแฟ น้ำอัดลม และพักการใช้เสียงจนกว่าอาการจะทุเลา
* ดื่มน้ำอุ่นมากๆ หลีกเลี่ยงสารระคายเคืองต่อสายเสียง เช่น ฝุ่น ควัน
* กินยาบรรเทาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไอ
* สูดไอน้ำร้อน
สายเสียงอักเสบจะรักษาให้หายได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้สายเสียงอักเสบ เช่น ถ้าสายเสียงอักเสบจากการเป็นหวัดจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อวัณโรคสามารถหายได้ แต่สายเสียงอักเสบในผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้เสียงมาก เช่น ครู นักเรียน นักแสดง นักร้อง การรักษาโดยการให้ยาอย่างเดียวย่อมไม่ได้ผลเต็มที่ จำเป็นต้องหยุดพักการใช้เสียงร่วมด้วยและต้องปรับปรุงการใช้เสียงให้ถูกต้อง ยาอมให้ชุ่มคอที่โฆษณาอยู่ตามท้องตลาดมีส่วนช่วยได้บ้างในแง่ที่ทำให้ชุ่มคอ เย็นคอ บางชนิดอาจมียาปฏิชีวนะผสมอยู่ด้วยก็อาจช่วยลดการอักเสบลงได้บ้าง แต่ถ้ามีการอักเสบมาก ยาอมอย่างเดียวก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้
ควรปรึกษาแพทย์ หู คอ จมูก โดยตรง เพื่อรับการตรวจสายเสียง ถ้ามีอาการของสายเสียงอักเสบที่มีลักษณะข้อใด ข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
* มีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว หรือมีเลือดปน
* มีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ หรือเสียงแหบนาน เกิน 2 สัปดาห์
*
มีอาการกลืนลำบาก สำลัก หายใจลำบาก มีก้อนแข็งที่ข้างคอ หรือมีน้ำหนักลดร่วมด้วย
* มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจในการดูแลตนเอง
* ได้รับการรักษาจากแพทย์ทั่วไปประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
ป้องกัน รู้เลี่ยง ลดเสี่ยงสายเสียงอักเสบ
เมื่อเราได้ทราบถึงสาเหตุของสายเสียงอักเสบแล้ว ก็ควรป้องกันสาเหตุ ซึ่งบางอย่างก็ทำได้ บางอย่างก็ทำไม่ได้หรือทำได้ยาก เช่น
* หมั่นดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ระวังอย่าให้เป็นหวัด หรือเมื่อเป็นหวัดแล้วก็ต้องรีบรักษา โดยกินยา ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ
* หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อสายเสียง เช่น การสูบบุหรี่รวมถึงการอยู่ใกล้ผู้ที่กำลังสูบบุหรี่ การดื่มสุราจัด การใช้เสียงมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มมีอาการเสียงแหบ
. * ในขณะที่อากาศร้อน อย่านอนเป่าพัดลมตรงมาที่ตัว เพราะการหายใจเอาลมที่แห้งและเย็นเข้าไปตลอดเวลาจะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้งและเกิดการอักเสบของสายเสียงตามมาได้ง่าย
* เมื่อเป็นหวัดหรือเจ็บคอควรใช้เสียงให้น้อยลง
* การเชียร์กีฬาด้วยเสียงที่ดังของเด็กๆ เป็นการแสดงความพร้อมเพรียงและทำให้เกิดความสนุก แต่ก็ควรระมัดระวังด้วย เมื่อรู้สึกคอแห้งมากก็ไม่ควรตะโกนต่อไปเพราะจะทำให้สายเสียงอักเสบได้
* รักษาโพรงจมูก ไซนัสหรือหลอดลมที่อักเสบเรื้อรัง เนื่องจากโรคเหล่านี้ทำให้สายเสียงอักเสบเรื้อรังได้ เพราะการไอบ่อยๆ จะทำให้สายเสียงกระแทกกัน เชื้อโรคในเสมหะที่ไอออกมาอาจผ่านสายเสียงออกสู่ภายนอก ซึ่งทั้งการไอและทั้งเชื้อโรคในเสมหะอาจทำให้สายเสียงอักเสบได้
เพียงเท่านี้...สายเสียงของเราก็ห่างไกลจากการอักเสบ ได้มีเสียงพูดใสๆ ไว้สื่อสารกับใครๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
|