 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
|
| |
 |
 |
 |
 |
 |
 |
| |
โรคหืด น่ากลัว แต่รักษาให้เท่าคนปกติได้
รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ
อัตราผู้ป่วยโรคหืดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต่างจากชนบทที่มีอัตราป่วยของโรคหืดต่ำกว่ามาก ในประเทศไทยก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี เราจึงควรรณรงค์ให้ความรู้เพื่อช่วยผู้ที่เริ่มเป็นให้รักษาอย่างถูกต้อง และให้ผู้ที่เป็นโรคหืดอยู่ทราบว่าปัจจุบันการรักษาที่ต้นเหตุจะดีกว่าการแก้อาการหอบเท่านั้น
โรคหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ดและหอบ บางคนจึงเรียกโรคหอบหรือโรคหอบหืดเพราะผู้ป่วยมักจะหอบเป็นประจำ ความจริงแล้วโรคนี้มีชื่อว่าโรคหืด แต่ในปัจจุบันโรคหืดไม่จำเป็นต้องหอบเสมอไป ดังนั้นเราจึงเรียกโรคนี้ว่าโรคหืด โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อแต่อาจจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อ แม่ ไปสู่ลูกหลานได้
สาเหตุของโรคหืด
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหืดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีการอักเสบในหลอดลมของผู้ป่วยซึ่งทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นหลอดลมจะหดตัวทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคหืด การอักเสบนี้อาจเกิดได้จากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ขนสุนัข ขนแมว ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ การสัมผัสความร้อนหรือความเย็น เช่น การรับประทานไอศกรีม การอยู่ในห้องปรับอากาศ การออกกำลังกาย การหัวเราะมากๆ อารมณ์โมโห การเป็นไข้หวัดหรือติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และการรับประทานยาบางชนิด เช่น แอสไพริน ยาลดความดันบางกลุ่ม เป็นต้น 
การจับหืด
เมื่อเจอสิ่งกระตุ้น หลอดลมของผู้ป่วยโรคหืดซึ่งไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกตินั้นจะหดตัว ทำให้หลอดลมตีบ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการไอ หอบ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด ซึ่งเรียกว่าการจับหืด ถ้าหลอดลมไม่ตีบมากนัก อาการหอบ หายใจลำบาก และมีเสียงวี้ดก็อาจทุเลาหายไปได้เอง แต่ถ้าหลอดลมตีบมากผู้ป่วยจะมีอาการมากจนทำงานปกติไม่ไหว ต้องหยุดงานและรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉิน บางครั้งหลอดลมอาจตีบมากจนหายใจไม่ได้เลยทำให้ผู้ป่วยขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต ซึ่งเรามักไม่ทราบว่าโรคหืดทำให้เสียชีวิตได้ เพราะส่วนมากผู้ป่วยจะได้รับการรักษาก่อน อาการที่ควรสงสัยว่าเป็นโรคหืด
เมื่อมีอาการไอ หอบ หายใจมีเสียงวี้ด เป็นๆ หายๆ เรื้อรังโดยเฉพาะในเวลากลางคืน หรือหลังจากเป็นไข้หวัดแล้ว 2-3 สัปดาห์ยังไอไม่หาย มีเสมหะไม่มาก เสมหะสีขาวและไอมากเวลากลางคืน ก็อาจสงสัยได้ว่าเป็นโรคหืด เพราะโดยปกติอาการไข้หวัดมักจะหายได้ภายใน 1 สัปดาห์
การตรวจสอบว่าเป็นโรคหืดหรือไม่
การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดสามารถทำได้โดย
1. การตรวจสมรรถภาพปอด (spirometry) เป็นการตรวจที่ทำได้ไม่ยากและไม่เจ็บตัว โดยการเป่าลมแรงๆ เข้าไปในเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด การตรวจสมรรถภาพปอดสามารถบอกได้ว่ามีหลอดลมตีบมากน้อยเพียงใด ถ้าหลอดลมตีบก็จะเป่าลมได้น้อย ซึ่งผู้ป่วยโรคหืดควรตรวจสมรรถภาพปอดทุกคนเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดจริงหรือไม่ ถ้าเป็นแล้วก็จะได้ทราบว่าโรครุนแรงระดับไหน นอกจากนี้การตรวจสมรรถภาพปอดยังใช้ในการติดตามผลการรักษาว่าดีขึ้นมากน้อยเพียงใด หลังรักษาแล้วสมรรถภาพปอดกลับมาเป็นปกติหรือยัง
2. การใช้เครื่องวัดความเร็วสูงสุดของลม (peak flow meter) เป็นวิธีตรวจสมรรถภาพปอดที่สามารถทำได้เองที่บ้าน วิธีการใช้เครื่องมือไม่ยาก เพียงแค่สูดลมให้เต็มปอดแล้วเป่าออกผ่านเครื่องมือให้แรงที่สุด ค่าที่วัดได้จะเป็นค่าความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออก ถ้าหลอดลมตีบจะอ่านค่าได้น้อย ถ้าหลอดลมไม่ตีบจะอ่านค่าได้มาก วิธีนี้ช่วยในการประเมินความรุนแรงของโรคได้
3. การวัดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น บางครั้งหากไม่มีอาการหอบ การตรวจสมรรถภาพปอดอาจได้ผลอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคหืด กรณีเช่นนี้จะวินิจฉัยโรคหืดได้โดยการวัดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น โดยการตรวจสมรรถภาพปอดแล้วให้สูดดมสารกระตุ้น ซึ่งหลอดลมของคนปกติจะไม่ตีบ แต่หลอดลมของผู้ป่วยโรคหืดจะตีบเนื่องจากไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ การวัดความไวของหลอดลมนอกจากช่วยวินิจฉัยโรคหืดแล้ว ยังช่วยประเมินความรุนแรงของโรคและใช้ในการติดตามผลการรักษาได้ด้วย
การรักษาโรคหืด
ในอดีตมักใช้แต่ยาขยายหลอดลมเวลามีอาการจับหืดทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว ซึ่งเป็นการรักษาอาการเท่านั้นไม่ได้รักษาต้นเหตุ ดังนั้นโรคหืดจึงไม่ดีขึ้นและมักมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เป็น แต่ปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับโรคหืดพัฒนาไปมากทำให้มีวิธีรักษาที่ได้ผลทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตเหมือนคนปกติได้ เนื่องจากเราทราบว่าสาเหตุของโรคหืดคือการอักเสบของหลอดลมทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น ดังนั้นการรักษาหลอดลมอักเสบให้ดีขึ้นโดยให้ยาไปลดการอักเสบ จะทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นน้อยลง เมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้นจึงไม่เกิดอาการได้ง่ายเกินไป หลังจากใช้ยาลดการอักเสบเป็นเวลานานพอ โรคหืดก็จะสงบลงและสามารถหยุดยาได้ สำหรับการรักษาโรคหืดมีดังต่อไปนี้
1. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หลอดลมอักเสบ สิ่งกระตุ้นที่สำคัญคือสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งได้แก่ ไรฝุ่น ขนสัตว์ แมลงสาบ เกสรดอกไม้ เชื้อรา ดังนั้นควรทำความสะอาดบ้านให้สะอาด ปราศจากฝุ่นและขนสัตว์โดยเฉพาะในห้องนอน
2. การใช้ยา ยารักษาโรคหืดแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
• ยารักษาโรค เป็นยาที่ช่วยลดการอักเสบของหลอดลม ได้แก่ ยาพ่นสเตียรอยด์ ซึ่งต้องใช้ทุกวันเป็นเวลานานเพื่อลดการอักเสบของหลอดลม เมื่อหลอดลมอักเสบดีขึ้นหลอดลมจะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น อาการก็จะหายไปในที่สุด ยาพ่นสเตียรอยด์เป็นยาที่ปลอดภัยเพราะขนาดยาที่ใช้ต่ำมาก ต่างจากการรับประทานยาสเตียรอยด์ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ของยาพ่นสเตียรอยด์ที่อาจพบได้คือ เสียงแหบและมีฝ้าขาวในปากจากเชื้อรา ซึ่งป้องกันได้โดยการบ้วนปากทุกครั้งหลังพ่นยา
• ยาขยายหลอดลมหรือยาบรรเทาอาการ ที่สำคัญคือ ยาพ่นขยายหลอดลม เช่น salbutamol, terbutaline, procaterol จะใช้บรรเทาอาการเฉพาะเวลาที่มีอาการหอบเท่านั้น อาการข้างเคียงของยากลุ่มนี้คือ อาการใจสั่น มือสั่น
ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดมีทั้งยารับประทาน ยาฉีด ยาพ่น สำหรับยาพ่นนั้นเป็นยาใช้เฉพาะที่จึงได้ผลดีและปริมาณยาที่ใช้มีขนาดต่ำมาก จึงมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายารับประทาน ดังนั้นในปัจจุบันการรักษาโรคหืดจึงนิยมใช้ยาพ่นเป็นหลัก
3. พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของโรคและอาการข้างเคียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการรักษา เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมต่อไป
ผู้ป่วยโรคหืดทุกคนที่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องควรจะควบคุมโรคได้ คือไม่มีอาการหอบ ไม่ต้องไปพบแพทย์ฉุกเฉินจากอาการหอบ ไม่ต้องใช้ยาขยายหลอดลม มีสมรรถภาพปอดปกติ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนคนปกติและไม่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ยา
เมื่อทราบว่าเป็นโรคหืด สิ่งที่ต้องทำคือรีบรักษาให้เร็วที่สุด ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดทั้งในแง่การใช้ยาและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เพียงเท่านี้โรคหืดก็จะไม่ใช่อุปสรรคขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติสุขของคุณอีกต่อไป
เพื่อเป็นการเผยแพร่แนวทางการรักษาแบบใหม่และเป็นการรณรงค์ให้เกิดความสนใจในโรคหืด องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนด วันหืดโลก (World Asthma Day) ขึ้น ซึ่งตรงกับวันอังคารแรกของเดือนพฤษภาคม (ในปีนี้ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม) และจะมีการรณรงค์ทั่วโลก สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.ginasthma.com/ |
For
comments and suggestions about this site, contact the
Webmaster
Copyright©2011 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.
|
 |
 |
 |
|