| รู้จักสัญญาณเตือนของร่างกาย
พท.นพ.ก่อเกียรติ กิตติสุวรรณอายุรแพทย์โรคหัวใจ
การตรวจสุขภาพประจำปีจะทำให้เราได้ทราบถึงสถานการณ์ของร่างกายตัวเองว่า ในขณะนี้ ในรอบปีนี้ ร่างกายของเรามีความแข็งแรง หรือมีความเสื่อมโทรมลงอย่างไร ถึงเวลาที่จะต้องหันมาดูแลตัวเองหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตแล้วหรือยัง ตลอดจนจะต้องเข้าโรงหมอโรงพยาบาลเพื่อบำบัดรักษาหรือไม่
เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงของการตรวจสุขภาพประจำปีของบรรดาข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและพนักงานบริษัทเอกชนบางแห่ง ซึ่งถือเป็นสวัสดิการที่หน่วยงานนั้นๆ มอบให้กับพนักงาน ลือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะหากหน่วยงานใดมีบุคลากรที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ย่อมส่งผลให้หน่วยงานนั้นๆ สามารถพัฒนาจนบรรลุเป้าหมายอย่างดีและราบรื่น
สำหรับท่านที่ไม่เคยเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี หรือยังไม่มีแผนในการตรวจสุขภาพนั้น ผมมีข้อแนะนำที่ง่ายและ(รับรองว่า)ดีมาให้ท่านใช้

สำหรับสังเกตสภาพร่างกายของตัวเองว่ายังฟิตอยู่หรือไม่ อย่างไร เพราะจริงๆ แล้วร่างกายของเรามีสัญญาณเตือนภัยสำหรับตัวมันเองอยู่ แต่เราอาจจะละเลยหรือไม่ได้ใส่ใจกับมันเท่าที่ควร เลยไม่ทราบว่า ร่างกายได้ส่งสัญญาณเตือนว่าสุขภาพของเรากำลังจะทรุดโทรม และเราจะต้องเริ่มหันมาดูแลใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น ตลอดจนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างได้แล้ว
และเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ จึงขอแบ่งสัญญาณเตือนของร่างกายออกตามกลุ่มเพศ ดังนี้
เพศชาย เมื่อคุณผู้ชายมีอายุมากเกินกว่า 40 ปี ก็จะเริ่มลงพุงจากการที่มีไขมันสะสมในช่องท้องมากขึ้น รอบเอวขยาย น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว รู้สึกว่าเหนื่อยง่ายและเหนื่อยไวขึ้น นอนไม่หลับ และที่คุณผู้ชายกลัวกันมากคือ สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอยลง
เพศหญิง เมื่อคุณผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี จะเริ่มมีไขมันสะสมเพิ่มที่บริเวณต้นขา สะโพก และเอว เริ่มเหนื่อยง่ายขึ้น และเริ่มมีอาการของคนวัย(ใกล้)หมดประจำเดือน เช่น อารมณ์แปรปรวน ร้อนวูบวาบตามร่างกาย เป็นต้น
ไม่ทราบว่าท่านได้รับสัญญาณเหล่านี้บ้างหรือยัง ถ้ายังก็น่ายินดีสุดๆ เพราะแสดงว่าร่างกายของท่านยังไม่ทรุดโทรมนัก แต่สำหรับท่านที่ได้รับหรือมีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นบ้างแล้วก็ไม่ต้องตกใจ อ่านข้อแนะนำต่อไปด้านล่างนี้เพื่อรับมือ เชิญเลยครับ
1. เลิกกินอาหารฟาสต์ฟูดแบบฝรั่งโดยเด็ดขาด เพราะในอาหารเหล่านี้มีปริมาณไขมันและคาร์โบไฮเดรทสูง ไม่เป็นผลดีต่อน้ำหนักตัวและอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจและหลอดเลือด
2. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีเกลือในปริมาณสูง นั่นคือ อาหารที่มีรสชาติเค็ม อาหารหมักดอง ของแห้งบางชนิด (เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม) งดการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือแม้แต่จิ๊กโฉ่ว ลงในอาหารที่ปรุงเสร็จมาแล้ว เพราะปริมาณเกลือในอาหารที่สูงนั้น จะส่งผลให้ท่านมีความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นโรคได้ ที่แย่กว่านั้นคืออาจทำให้ท่านกลายเป็นผู้ป่วยโรคไตวายได้
3. รับประทานผักและผลไม้ให้มาก เพราะผักและผลไม้นั้นอุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ช่วยเรื่องการขับถ่าย ที่สำคัญที่สุดคือในผักและผลไม้มีสารสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) ซึ่งช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ชะงักทีเดียว
4. ออกกำลังแบบแอโรบิก ซึ่งก็คือการออกกำลังกายที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับหัวใจ ปอด และหลอดเลือด เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การว่ายน้ำ หรือการขี่จักรยาน เป็นต้น โดยท่านจะต้องออกกำลังกายให้หนักเพียงพอ บ่อยเพียงพอ (อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์) และนานเพียงพอ (อย่างน้อย 30-45 นาทีในหนึ่งครั้ง)
5. หยุดสูบบุหรี่เด็ดขาด เพราะในบุหรี่มีสารพิษและควันพิษมากมาย ส่งผลเสียต่อหัวใจ ปอด และก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ ประกอบกับในอากาศที่เราหายใจอยู่ทุกวันนี้ก็มีมลพิษมากมาย แล้วเราจะไปสูบบุหรี่เพิ่มพิษให้ร่างกายกันอีกทำไม และสำหรับท่านที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ต้องอยู่ใกล้ชิดคนที่สูบบุหรี่ โปรดทราบไว้เลยว่า ท่านก็อยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน
6. ดูแลอารมณ์ตัวเองให้ดีอยู่เสมอ โดยเพิ่มการพักผ่อนด้วยการทำกิจกรรมสันทนาการกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ท่านควรให้รางวัลกับชีวิตตัวเองให้มากขึ้น รวมถึงการทำจิตใจให้ผ่องแผ้วและสงบก็จะส่งผลดีไม่ให้สุขภาพทรุดโทรมหรือแก่ก่อนวัยอันควร
7. หาเวลาพบแพทย์บ้าง เพราะการปล่อยปละละเลยต่ออาการเจ็บป่วยแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้โรคลุกลามใหญ่โตจนรักษาไม่ได้ในภายหลัง
อย่าลืมหมั่นตรวจสอบกันด้วยนะครับว่า ร่างกายท่านส่งสัญญาณเตือนอะไรบ้างแล้วหรือยัง
|