โรคเอดส์ป้องกันได้ เพียงตรวจร่างกายเป็นประจำ

     วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันเอดส์โลก ดังนั้นเพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทยหันมาตระหนักในเรื่องการป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคนี้ HealthToday จึงเรียนเชิญ ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย มาให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเอดส์

ชายรักชายเสี่ยงสูง
     
ในช่วง 26-27 ปีที่ผ่านมามีคนไทยติดเชื้อเอชไอวีไปแล้วประมาณ 1.2 ล้านคน และเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่ง ปัจจุบันจึงเหลือคนไทยที่ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ประมาณ 6 แสนคน สำหรับอัตราการติดเชื้อใหม่นั้น มีการคาดคะเนว่าจะมีปีละเกือบๆ 2 หมื่นคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ค่อนข้างคงที่ในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าผู้ติดเชื้อใหม่จะเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เคยเป็นกลุ่มผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้ว กลุ่มชายรักหญิง และกลุ่มชายรักชายในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน แต่ปัจจุบันผู้ติดเชื้อถึง 90 % หรือ 9 ใน 10 ของคนที่ติดเชื้อใหม่ (ที่มาตรวจที่ในคลินิกนิรนามของสภากาชาดไทย) เป็นกลุ่มชายรักชายถึง 9 คน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายรักชายที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี ทั้งๆ ที่กลุ่มชายรักชายเป็นกลุ่มที่มีความรู้มากกว่า มีการศึกษาสูงกว่า มีอาชีพการงานที่ดีกว่าประชากรทั่วไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ขาดความตระหนักในการป้องกันตัวเอง ทำให้ทุกฝ่ายจะต้องทุ่มพลังในการป้องกันและดูแลรักษาคนกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่น

เน้นป้องกันกลุ่มชายรักชาย
     ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย จึงมีโครงการเกี่ยวกับชายรักชายหลายอย่าง เพื่อรณรงค์ให้คนกลุ่มนี้มีความตระหนักในการป้องกันตัวเองจากเชื้อเอชไอวีมากขึ้น เริ่มจาก

      คลินิกสุขภาพชาย ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยแยกออกมาจากคลินิกนิรนามทั่วไป เพื่อให้กลุ่มชายรักชายได้รับการบริการจากคนที่พูดภาษาเดียวกัน ทั้งบริการตรวจกามโรค การให้ยาป้องกันเวลาที่ไปสัมผัสโรคมา การให้คำปรึกษาแนะนำในเรื่องของภาวะโภชนาการ และการตรวจมะเร็งปากทวารหนัก ซึ่งเป็นบริการที่กลุ่มชายรักชายให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยง

      ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ให้บริการได้มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มชายรักชายเรื่องการติดเชื้อ HIV และพบว่าประมาณ 2/3 ของผู้ชายที่มาตรวจมะเร็งปากทวารหนักไม่เคยตรวจเอดส์เลย แต่หลังจากการพูดคุยก็ทำให้คนกลุ่มนี้ยินดีที่จะตรวจมากขึ้น ขณะที่คนที่เคยตรวจแล้ว ก็ยินดีที่จะตรวจซ้ำ และทำให้พบว่าคนที่ไม่เคยตรวจเอดส์เลย มีโอกาสตรวจพบเชื้อเอชไอวีสูงกว่าคนที่เคยตรวจแล้วและตรวจซ้ำประมาณ 1 เท่าตัว (เช่น คนที่เคยตรวจแล้วไม่เจอ มาตรวจใหม่อาจจะเจอ 10 % ส่วนคนที่ไม่เคยตรวจเลยอาจจะเจอ 20 %) ทำให้พวกเขารู้ตัวและใช้วิธีการป้องกันไม่ให้คู่นอนของเขาติดเชื้อด้วย รวมถึงยังเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาได้ทันท่วงที จึงมีอายุที่ยืนยาว

รู้จักมะเร็งปากทวารหนัก
     มะเร็งปากทวารหนักก็เหมือนกับมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อ HPV จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน คือไม่ใส่ถุงยางอนามัยในกลุ่มชายรักชาย ทำให้เชื้อ HPV แพร่ไปสู่คู่นอนทางทวารหนัก และทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุแถวนั้น แต่การเปลี่ยนแปลงในระยะแรกสามารถตรวจพบได้ด้วยการทำแป๊ปสเมียร์ (papsmear) หรือการส่องกล้องที่มีกำลังขยายสูง อย่างไรก็ดีการเกิดเป็นมะเร็งเต็มรูปแบบจะใช้เวลาประมาณ 20-30 ปี และหากพบในระยะแรกจะสามารถรักษาได้ด้วยการจี้ การฉายรังสี หรือการผ่าตัด ก่อนที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งปากทวารหนัก ซึ่งเป็นมะเร็งที่ค่อนข้างแพร่หลายในกลุ่มชายรักชาย

 คลินิกสุขภาพเคลื่อนที่
      นอกจากนี้ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ยังมีการส่งคลินิกสุขภาพเคลื่อนที่เข้าไปในมหาวิทยาลัย ในโรงเรียนต่างๆ ที่เป็นศูนย์รวมของเยาวชน รวมถึงเข้าไปในสถานบริการที่กลุ่มชายรักชายนิยมไปใช้บริการ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ กามโรค รวมทั้งให้บริการตรวจเอดส์ในสถานที่เหล่านั้นด้วย ซึ่งก็ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันการตรวจเอดส์ทำได้เฉพาะในเยาวชนที่มีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น เพราะกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่านี้จะต้องได้รับการเซ็นอนุมัติจากผู้ปกครองจึงจะรับการตรวจได้ ซึ่งเป็นการปิดโอกาสของเยาวชนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง จึงหวังว่ากฎหมายที่อนุญาตให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ตัดสินใจตรวจหาโรคเอดส์ได้ด้วยตัวเองจะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมแพทยสภาชุดใหญ่โดยเร็ว

      www.adamslove.org นอกจากนี้ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ยังมีการเปิดเว็บไซต์แนว Edutainment เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพื่อสื่อสารกับกลุ่มชายรักชายทาง www.adamslove.org เพื่อให้เป็นช่องทางที่คนกลุ่มนี้จะได้เข้าไปพูดคุย ถามคำถาม และค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์และการตรวจเอดส์ ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากกลุ่มเป้าหมาย และมีแผนที่จะเปิดตัวเว็บไซต์ลักษณะนี้ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีความร่วมมือกันอยู่

ทุกคนต้องตรวจเอดส์สักครั้งในชีวิต
      ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มชายรักชายเท่านั้นที่จะต้องไปรับการตรวจหาโรคเอดส์ เพราะจริงๆ แล้วประชาชนทั่วไปทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ แม้แต่เพียงครั้งเดียวในชีวิต หรือมีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับสามีหรือภรรยาตัวเองก็ตาม ก็ควรไปรับการตรวจหาเอดส์สักครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าไม่เคยตรวจเลย มีเพียงคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลยในชีวิต และคนที่ไม่ใช้ยาเสพติดเท่านั้นที่ไม่จำเป็นต้องตรวจเอดส์เลย

      ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะข้อมูลจากผู้หญิงที่มาฝากท้องในช่วงตั้งครรภ์ และตรวจเอดส์แล้วไม่เจอเชื้อเอชไอวีในครั้งนี้ ปรากฏว่า 2% ของสามีของหญิงตั้งครรภ์เหล่านี้มีการติดเชื้อเอชไอวีอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยตรวจ ฉะนั้นเวลานี้ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทยจึงพยายามรณรงค์ว่า ผู้หญิงที่มาฝากท้องทุกคนควรต้องพาสามีมาตรวจเอดส์ด้วย เพราะการที่ภรรยาตรวจไม่เจอเชื้อเอชไอวีในช่วงตั้งครรภ์จะแปลว่าการตั้งครรภ์ครั้งหน้าจะปลอดภัย

      ในทางกลับกัน ภรรยาที่มาฝากครรภ์และตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี ทุกคนอาจจะคิดว่าสามีจะต้องติดเชื้อนี้เหมือนกัน แต่ปรากฏว่าจริงๆ แล้ว 1/3 ของสามีของหญิงเหล่านี้ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี แต่เป็นเพราะว่าผู้หญิงไปติดเชื้อมาจากคู่นอนคนเก่า ฉะนั้นทุกคนจึงมีสิทธิ์ที่จะติดเชื้อเอชไอวีได้จากพฤติกรรมที่เขาเคยมีมาก่อน แม้ว่าปัจจุบันจะมีสามีหรือภรรยาคนเดียวก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยเสมอไป

      “จึงแนะนำว่าทั้งสามีและภรรยาควรมาตรวจเอดส์สักครั้งในชีวิต เมื่อตรวจแล้วไม่เจอ เมื่อนั้นแหละจึงไม่ต้องใช้ถุงยางอนามัยต่อไปอีก แต่ต้องพูดคุยกันให้รู้เรื่องว่า ต่อไปจะไม่ไปเที่ยวนอกบ้าน ไม่ไปทำอะไรอย่างอื่น หรือถ้าจะไปเที่ยวต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ถ้าพลาดต้องมาบอกให้อีกฝ่ายรู้ และใส่ถุงยางอนามัยสักช่วงนึง จนกระทั่ง 6 สัปดาห์หลังจากนั้น คนที่ไปพลาดมาก็ต้องไปตรวจเอดส์ใหม่ ถ้าตรวจแล้วไม่เจอก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยอีก” นพ.ประพันธ์แนะนำ

กลุ่มเสี่ยงควรตรวจทุก 6 เดือน
      ส่วนคนที่มีพฤติกรรมค่อนข้างเสี่ยง และยากที่หยุดพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งส่วนมากก็คือกลุ่มชายรักชาย ที่มักจะชอบเที่ยว มีคู่นอนหลายคนนั้น ขอแนะนำให้ไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน หรือหากว่าไปตรวจครั้งแล้วไม่เจอ และเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศสัมพันธ์ เช่น ใส่ถุงยางอนามัย มีคู่นอนคนเดียว ก็สามารถไปตรวจปีละครั้งได้

      “ถ้าถามว่าทำไมเราจึงพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนไปตรวจหาเชื้อเอชไอวี ก็เพราะว่า ถ้าตรวจแล้วไม่เจอ ก็ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีที่จะป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นโรคเอดส์ไปตลอดชีวิต แต่ถ้าตรวจเจอก็สามารถตั้งใจได้แน่วแน่ว่าจะป้องกันตัวเองต่อไป และผมถือว่าเป็นโชคดีที่ตรวจเจอก่อนที่จะป่วย เพราะเวลานี้คนที่ติดเชื้อเอชไอวีอยู่จะไม่ป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคเอดส์ หากรู้ตัวตั้งแต่เนิ่นๆ และเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น เพราะทั้งยาที่ให้และการดูแลรักษาของแพทย์จะทำให้คนที่ติดเชื้อไม่ป่วย และไม่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ ที่สำคัญเวลานี้เป็นโชคดีของคนไทยที่ติดเชื้อ เพราะรัฐบาลจะให้การดูแลผู้ป่วยเอดส์ฟรีทุกราย มียาต้านไวรัสให้กินฟรี เพียงแต่ว่าในบ้านเราปัจจุบันยังต้องรอให้ภูมิต้านทานลดเหลือน้อยกว่า 200 จะเริ่มดูแลรักษา แต่ตอนนี้นักวิชาการพยายามผลักดันว่าควรเริ่มให้ยาต้านไวรัสเอดส์เมื่อภูมืต้านทานน้อยกว่า 350 เหมือนกับประเทศยากจนทั่วโลกตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ ซึ่งหวังว่าสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. จะเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การรักษาใหม่ ให้เหมือนกับประเทศลาว กัมพูชา”
นพ.ประพันธ์กล่าว

Test and Treat ก้าวรุกในอนาคต
      อย่างที่ทราบว่า 95% ของคนที่ได้รับยาต้านไวรัสจะตรวจไม่พบเชื้อในเลือด เพราะยาออกฤทธิ์สูงมาก ทำให้เชื้อลดต่ำลงเหลือน้อยกว่า 40-50 ก็อปปี้/เลือด 1 ซีซี ซึ่งจะทำให้มีเชื้อเอชไอวีในน้ำคัดหลั่งลดลงจนตรวจไม่พบ และทำให้คนนั้นไม่แพ้เชื้อไปสู่คนอื่น จึงถือได้ว่าการให้ยาต้านไวรัสเป็นการลดการแพร่เชื้อที่ดีที่สุดในโลกในขณะนี้ เพราะมีข้อมูลจากหลายการศึกษาที่พิสูจน์แล้วว่า คู่นอนของคนที่กินยาต้านไวรัสจะไม่ติดเชื้อเอชไอวี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการรักษาถือว่าเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดที่ดีที่สุด ดีกว่าถุงยางอนามัยที่แม้จะแจกไป แต่คนมักจะใช้ไม่ถึง 50 % ขณะที่ยาต้านเชื้อไวรัสลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้เกือบ 100% นอกจากจะทำให้คนที่ติดเชื้อไม่ป่วย และไม่เสียชีวิต

      ด้วยเหตุนี้จึงมีหลายฝ่ายที่เริ่มคิดถึงโครงการ test and treat คือให้ทุกคนตรวจหาโรคเอดส์ปีละครั้ง เมื่อตรวจแล้วเจอก็ให้การรักษาทันที โดยไม่ต้องรอให้ภูมิต้านทานต่ำ สำหรับรายที่ตรวจไม่พบในปีแรก หากมีเชื้ออยู่ก็จะสามารถตรวจได้พบในปีที่ 2 ที่ 3 เมื่อตรวจพบก็รักษาทันที ซึ่งจะทำให้คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่น

      “ถ้าประเทศไหนทำได้อย่างนี้สัก 10 ปีขึ้นไป ประเทศนั้นก็จะไม่มีการติดเชื้อใหม่อีกเลย เนื่องจากคนที่ติดเชื้อไปแล้วจะต้องถูกตรวจพบอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า จึงเป็นสิ่งที่สภากาชาดและกระทรวงสาธารณสุขสนใจที่จะทำในกลุ่มชายรักชายในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดอีกบางแห่ง ซึ่งขณะนี้มีการร่างโครงการไว้เสร็จแล้ว” นพ.ประพันธ์ กล่าวถึงการป้องกันโรคเอดส์ด้วยวิธีการคิดนอกกรอบ

ตรวจเอดส์เหมือนตรวจร่างกายทั่วไป
      ปัจจุบันคนไทยทุกคนสามารถไปตรวจเอดส์ได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศปีละ 2 ครั้ง โดยที่จะมีการเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับสุดยอด แต่นอกจากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ปัจจุบันคนทั่วไปยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีว่า ไม่ใช่เรื่องที่บุคคลทั่วไปควรทำ ถ้าใครไปตรวจก็อาจจะถูกมองว่าเป็นคนสำส่อน ฉะนั้นรัฐบาลจึงควรช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักว่าการตรวจเอดส์เป็นเรื่องปกติและพึงกระทำเช่นเดียวกับการไปตรวจสุขภาพประจำปีทั่วๆ ไป ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ได้ก็จะทำให้มีคนไปตรวจหาโรคเอดส์กันมากขึ้น และจะช่วยลดการเกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ ที่เคยบังคับให้ต้องทำการตรวจเอดส์ก่อนเข้าทำงาน ก็ควรยกเลิกข้อกำหนดนี้ หรือรัฐควรเอาผิดกับหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อการปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับโรคเอดส์ว่าเป็นโรคที่น่ารังเกียจหมดไปจากสังคมไทย

      “นี่เป็นสิ่งที่น่าท้าทายที่ผมอยากให้เกิดขึ้น”นพ.ประพันธ์กล่าวทิ้งทาย

  




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2011 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.