MIND & SPIRIT

สติบำบัด

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร - จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ในประเทศตะวันตกได้นำแนวคิดเรื่องสติไปพัฒนาเพื่อเป็นโปรแกรมในการฝึกจิตในการใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุขมากขึ้น พบว่าคนที่ฝึกสติมีสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาว ในขณะที่ประเทศตะวันออกซึ่งอาจมีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องสติบ้างจากวิถีทางวัฒนธรรมและศาสนา แต่ดูเหมือนเรื่องสติจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ถูกละเลยไป หรือถูกมองว่าเป็นเรื่องของศาสนา ต้องไปศึกษาปฏิบัติตามแบบศาสนาเท่านั้น ในกระบวนการรักษาผู้มีปัญหาสุขภาพจิตก็เช่นเดียวกัน มีการนำการพัฒนาสติเข้ามาพัฒนาออกแบบให้เป็นรูปแบบในการบำบัดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งพบว่าช่วยผู้มีปัญหาหรือแม้แต่กลุ่มผู้ป่วยได้ดี

สติกับสมาธิอาจถูกมองรวมกัน แต่สมาธิเป็นการจดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่ง เช่น ลมหายใจ อย่างต่อเนื่อง แต่สติเป็นการรับรู้สิ่งที่เข้ามาสัมผัสในปัจจุบัน เข้าใจ ระลึกรู้ แต่ควบคุมได้ ไม่เผลอไปกับสิ่งที่เข้ามา ในชีวิตประจำวันถ้าทำอะไรอยู่ การมีสติทำให้ทำสิ่งที่กำลังกระทำได้อย่างที่ควรจะเป็น ในโลกปัจจุบันที่สิ่งกระตุ้นมักเร่งเร้าให้รู้สึกว่าชีวิตยังไม่พอ เทียบกับคนอื่นทำให้คิดว่าตนเองขาด ตนเองไม่สมบูรณ์ มีน้อยกว่า แล้วคิดว่าตนเองไม่มีความสุข ขวนขวายหาเพิ่มในทุกวิธี ได้มาก็ใช้ไปอย่างขาดสติ แล้วหาใหม่ บางคนพลั้งเผลอในการใช้ชีวิตที่ขาดสติ ทำให้เกิดความเสียหายกับชีวิต เกิดอุบัติเหตุ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก่อความรุนแรง จนทำร้ายผู้อื่นถึงเสียชีวิต

สติบำบัด

การทำสติบำบัดเป็นการบำบัดโดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมให้เป็นผู้บำบัด พื้นฐานอาจเป็นแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาล ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้มีปัญหาด้านจิตใจ สติบำบัดมีหลายแนวทางขึ้นกับการฝึกฝนของผู้บำบัด และการเลือกให้เหมาะกับการมารับบำบัด แต่การฝึกสติไม่จำเป็นต้องรอจนมีปัญหาหรือเจ็บป่วย การฝึกพัฒนาสติช่วยในการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้น ลดความเสี่ยงที่เกิดจากการควบคุมพฤติกรรมตนเองไม่ได้อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว

การฝึกพัฒนาสติทำได้ตั้งแต่วัยเด็ก
 
ในเด็กการฝึกสติช่วยให้ความสนใจในสิ่งที่กำลังทำดีขึ้น สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีขึ้นแม้ในขณะที่มีปัญหา และช่วยให้คิดตัดสินใจได้ดีขึ้น
การฝึกเด็กเริ่มจากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเหมือนการฝึกเรื่องอื่น ๆ ถ้าพ่อแม่ไม่ฝึกตนเองไปพร้อมกับลูก การพูดบอกคงไม่สามารถช่วยได้
พ่อแม่สามารถใช้วิธีการแบบง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันทำไปพร้อมกับลูกจนเป็นวิถีของครอบครัว วิธีที่ทำได้ง่ายคือการใช้กิจวัตรประจำวันในการฝึก เช่น เวลารับประทานอาหารเย็นของครอบครัว สมาชิกจะนั่งลงและพูกถึงสิ่งที่เรากำลังจะทำ ไม่เปิดโทรทัศน์หรือสื่ออื่น ก่อนจะทำอะไร ฝึกการหายใจและการอยู่กับลมหายใจชั่วขณะ หรือเลือกใช้โปรแกรมเตือนในโทรศัพท์ให้มีการพักหยุดอยู่กับความสนใจที่ลมหายใจ

ข้อต่อไปของการฝึกสติกับลูก ต้องลดความคาดหวังลง อย่าคิดว่าจะฝึกลูกเพื่อให้ลูกไม่ดื้อไม่ซน เพราะความคาดหวังมากเกิน จะกลายเป็นความกดดัน และระเบิดอารมณ์เมื่อลูกไม่เป็นอย่างที่คาด กลายเป็นพ่อและแม่แสดงให้เห็นภาวะขาดสติแทนที่จะเป็นผู้ช่วยในการฝึก การฝึกสติในลูกเป็นการให้เขาได้มีประสบการณ์ด้วยตัวเขาเอง ได้ฝึกทักษะด้วยตัวของเขา ซึ่งค่อย ๆ พัฒนาไปตามวัยและเวลาที่ฝึก บางช่วงเวลาที่เด็กอาจจะไม่สามารถรับรู้สิ่งที่เขากำลังทำได้ตลอดเวลา เป็นโอกาสที่พ่อแม่จะค่อย ๆ ช่วยให้เขารับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น อารมณ์ที่แสดงออกผ่านร่างกายเขา และการค่อย ๆ ดึงตนเองกลับมาสงบลง

ลองใช้วิธีง่าย ๆ ที่เด็กจะสามารถฝึกได้ เช่น การใช้เสียงระฆังเตือนให้ทุกคนหยุดนิ่งชั่วขณะ การเดินอย่างมีสติในสวน การใช้เวลาก่อนนอนในการมีกิจกรรมฝึกการหายใจ นั่งสมาธิ หรือสวดมนต์ ทำอย่างสม่ำเสมอ การมีเพื่อนซึ่งเป็นพี่น้องพ่อแม่ทำไปพร้อมกัน จะช่วยเด็กให้ฝึกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้สิ่งที่เด็กสนใจเป็นแรงจูงใจ เช่น ตัวเอกในนิทาน ในการ์ตูนสำหรับเด็กที่ลูกชื่นชอบมาเป็นตัวแทน ถึงเวลาที่พี่หมีพูห์จะนั่งนิ่ง ๆ แล้ว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังร่วมไปกับกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างความมีคุณค่า ความเอื้อเฟื้อ ไม่เห็นแก่ตัว การอยู่กับกิจกรรมในธรรมชาติ การสังเกตธรรมชาติรอบตัว การทำสิ่งที่ดีให้กับคนอื่นหรือแม้แต่กับคนในครอบครัว ความอ่อนโยนจากภายในใจบวกกับการฝึกรับรู้ร่างกายจิตใจตนเอง สามารถบริหารจัดการอารมณ์และความคิดได้เหมาะสมกับสถานการณ์ เป็นย่างก้าวเล็ก ๆ ที่เด็กทุกคนสามารถฝึกฝนได้ และสนุกที่จะทำกิจกรรมที่ช่วยฝึกฝน
สำหรับพ่อแม่ถือเป็นเวลาที่ตนเองจะได้ผ่อนคลายจากภาระนอกครอบครัว ใช้เวลาอยู่ในครอบครัวอย่างมีสติ ลดความกังวลเรื่องอนาคตของลูก รับรู้ลูกอย่างที่ลูกเป็น คงไม่มีพ่อแม่คนไหนปฏิเสธว่าอยากให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุข มีสติกับการใช้ชีวิต และดูแลตนเองได้เมื่อโตขึ้น

เริ่มวันนี้เลยกับทุกโอกาสที่จะฝึกสติกัน