ชื่อเรื่อง : ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ แค่มีเวลาอยู่กับตัวเองก็สุขพอแล้ว
Photographer : คมกฤษณ์ พีระศิลป์

      ใครที่ได้ดูโฆษณาหรือภาพยนตร์ที่ ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ แสดง ก็อาจจะคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงหวานๆ สดใส แต่ยิปซีบอกว่านั่นเป็นเพียง “ลุค” ในการทำงานเท่านั้น ส่วนตัวจริงของยิปซีเป็นอย่างไร คงต้องติดตามจากปากคำของเธอกันเอง

เป็นคนนิ่งๆ
      ทุกครั้งที่ยิปซีเข้าไปในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เช่น เข้าไปในมหาวิทยาลัยครั้งแรก เข้าไปเรียนปริญญาโทครั้งแรก หรือไปเจอใครใหม่ๆ แล้วกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันทีหลัง เขาก็จะบอกว่ายิปซีไม่ใช่ผู้หญิงหวานน่ารักคิกคุอย่างที่เห็นในหนังหรืองานที่ทำเลย ฉะนั้นเวลาที่เขาเห็นยิปซีเล่นในหนังเลยขนลุก ส่วนตัวเองก็จะเฉยๆ เพราะนั่นมันเป็นเหมือนลุคในการทำงาน ซึ่งก็น่าจะดี เพราะทำให้ขายงานง่าย แต่ตัวจริงของยิปซีจะเป็นคนนิ่งๆ ไม่ใช่คนเฟรนด์ลี่จ๋า เป็นคนชอบฟังมากกว่าที่จะพูด แต่ก็มักจะมีเพื่อนมาปรึกษาโน่นนี่นั่น แล้วก็จะเป็นคนพูดตรงมาก คือถ้าใครอยากได้ยินที่เขาอยากจะฟังก็ต้องไปคุยกับคนอื่น ไว้อยากแก้ปัญหาจริงๆ ถึงค่อยมาหายิปซีดีกว่า

เรียนโทเพื่ออนาคต
      งานหลักตอนนี้มีซิทคอมเฮงเฮงเฮง และเพิ่งมีหนังไปคือ ส.ค.ส.สวีทตี้ ก็มีละครติดต่อเข้ามาเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยิปซีเรียนปริญญาโทอยู่ด้วยก็เลยอาจจะต้องดูเรื่องเวลานิดนึง เพราะตอนนี้ก็ต้องทำงานสัปดาห์ละ 4-5 วันแล้ว และยังต้องเรียนตอนเย็น และวันหยุดด้วย โดยสาเหตุที่ยิปซีเลือกเรียนโทด้านเอ็มบีเอหลักสูตรอินเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพราะยิปซีจบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์หลักสูตรอินเตอร์ที่จุฬาฯ เอกบริหารจัดการสื่อ คือเรียนไปคุมสื่ออีกที ก็เลยคิดว่าถ้าสักวันอยากมีธุรกิจของตัวเอง ความรู้ที่มีอยู่น่าจะยังไม่พอ และการเรียนเอ็มบีเอก็น่าจะเพิ่มโอกาสด้านอื่นๆ ถ้าอยากจะทำ

สิ่งดีๆ จากที่ได้จากวงการบันเทิง
      ที่เข้ามาในวงการบันเทิงเพราะนึกสนุกและอยากลอง ก็เลยลองไปแคสต์งานดู ชิ้นแรกที่ทำคือถ่ายแบบกับน้องสาว (ยิปโซ) ได้เงินมา 2,000 บาท ดีใจมากเหมือนได้ 2 แสน บอกป๊าม้า (พ่อแม่) ว่าเดี๋ยวซีโซพาไปเลี้ยงข้าวเอง คือตอนเป็นเด็กเราจะได้เงินวันละ 50 บาทไปโรงเรียน ถ้าอยากได้ของแต่ละชิ้นคิดดูว่าจะต้องเก็บเงินเท่าไหร่ ดังนั้นพอได้เงินมาหลักพันเราถึงดีใจมาก ทีนี้เลยทำต่อ แคสต์ต่อ ไปกันใหญ่เลยค่ะ แล้วงานโฆษณาชิ้นแรกก็ได้เงินตั้ง 15,000 บาท ซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่งล้านสำหรับเรา ซึ่งตอนนั้นเพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งที่นิเทศฯ จุฬาฯ แล้วเพื่อนก็ยังไม่มีใครหาเงินได้ คราวนี้ไปเลย แคสต์ต่อ แคสต์แหลก แต่ถึงอย่างนั้นยิปซีก็ยังเป็นคนไม่ใช้เงินนะ เพียงแต่ว่ามันเป็นความภูมิใจที่เราหาเงินมาได้ด้วยตัวเอง และเราสามารถมีเงินให้พ่อแม่ได้ในอายุระดับนั้น เพราะเขาให้เรามาตลอดทั้งๆ ที่เขาไม่รู้ว่า พอโตขึ้นมาเราจะกตัญญูหรือเปล่า หรือจะทิ้งเขาไปเลย หรือเจอผู้ชายแล้วหนีออกจากบ้าน พ่อแม่ไม่มีทางรู้เลย แต่เขาก็ให้เราได้หมด ดังนั้นกับคนที่เรารู้ว่าเขาโคตรดี ไม่มีวันที่เขาจะทิ้งเรา แล้วเขาก็ช่วยเรามาก นี่เป็นสิ่งที่ยิปซีดีใจที่สุดที่ได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง คือการได้ให้เงินพ่อแม่ทุกเดือน ดีใจมากค่ะ

ครอบครัวเป็นทุกสิ่ง
      สิ่งที่ยิปซีภูมิใจที่สุดในชีวิตคือครอบครัว เพราะพ่อแม่ให้อิสระมาก และเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ทุกเรื่องจริงๆ เราไม่ใช่ครอบครัวตัวอย่าง หรือครอบครัวที่อบอุ่นที่สุด แต่ทุกคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองแล้วออกมาลงตัว คุณพ่อคุณแม่จะไม่ปิดกั้นทางความคิดเลย เหมือนสอนให้คิดเอง ให้เรียนรู้จากประสบการณ์เอาเอง โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ถ้าพ่อแม่มาบอกว่าห้ามทำอย่างโน้นอย่างนี้ เด็กก็ไม่เชื่อ และส่วนใหญ่ก็คงทำ แต่หากให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง เราจะจำได้ ประสบการณ์จึงเป็นสิ่งที่สอนคนได้ดีที่สุด เพราะคนเราย่อมรักตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเรารู้ว่าทำแบบนี้แล้วมันเจ็บ เราก็จะถอยออกมาเอง เพียงแต่ว่าบางอย่างที่อาจจะอันตรายมากๆ พ่อแม่ก็จะห้าม อย่างเรื่องเที่ยวกลางคืน ตอนเป็นเด็กพ่อแม่ก็จะไม่ให้ไป แต่พอเราโตแล้ว เขาไม่คุมแล้ว มันก็กลายเป็นว่าเราเองที่ไม่อยากไป เพราะไม่เห็นว่ามันจะสนุกตรงไหน คือคนที่ไปเที่ยวก็มักจะกินเหล้า แต่เราไม่กิน ต้องไปยืนเฉยๆ ก็คงไม่สนุก ซึ่งคนบางคนอาจจะคิดว่าใช้ชีวิตไม่คุ้มหรือเปล่า ก็ไม่เป็นไร เรื่องของเขา แต่ยิปซีมั่นใจว่า ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรในชีวิต ทุกอย่างก็จะมาจบลงที่บ้าน คือมีแค่คนที่บ้านที่พร้อมที่จะช่วยและอยู่ข้างเราจริงๆ ไม่ใช่เพื่อน

ปลาตัวใหม่ในบ่อเดิม
      การไปเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกาตอนเรียน ม.5 ค่อนข้างที่จะเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนแนวคิดของยิปซีมากๆ แม้ว่าจะไปอยู่แค่ปีเดียว คือยิปซีไปอยู่บอสตัน เป็นเมืองเงียบสงบ ซึ่งต่างจากกรุงเทพฯที่เมื้องเมือง ที่นั่น ทุกคนจะใช้ชีวิตช้าๆ ง่ายๆ เพื่อนบางคนใส่ชุดนอนไปเรียนยังมีเลยค่ะ มันเหมือนคนที่นั่นมีความสุขได้ง่ายกว่าเรา เรื่องวัตถุเขาแทบไม่มีเลย คนรวยแค่ไหนก็ขับรถธรรมดา รวยแค่ไหนก็ขึ้นซับเวย์ แล้วยิปซีได้ไปเรียนโรงเรียนรัฐ จากเดิมที่อยู่โรงเรียนคอนแวนต์ สังคมมันต่างกันเหลือเกิน การไปที่นั่นจึงทำให้ชีวิตที่ชอบและอยากใช้ มันเปลี่ยนไปเยอะมาก เพราะรู้สึกว่าชีวิตแบบนั้นมันสบายจัง เหมือนตัวลอยค่ะ คือชอบแบบนั้น พอกลับมาก็เลยกลายเป็นคนที่เป็นแบบนั้นไปแล้ว คือ ไม่ชอบของแบรนด์เนม ไม่ชอบของที่หรูหราฟู่ฟ่า บางทีเพื่อนก็มักจะมองว่าเราทำงานได้เงินเยอะกว่าคนอื่น เยอะกว่าเพื่อนที่กินเงินเดือน แต่ทำไมเราไม่ซื้อโน่นซื้อนี่ ซึ่งสำหรับยิปซีมันไม่จำเป็น ยิปซีไม่ได้ซื้อของเพราะยี่ห้อ แต่ก็เข้าใจว่าความสุขคนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะชอบกระเป๋ามาก แล้วเขาไม่ได้ใช้กับอะไรอย่างอื่นเท่าไร แต่ถึงอย่างนั้น ยิปซีก็ยังรู้สึกว่าคนที่เขารวยจริงๆ แล้วไม่แสดงออกดูเจ๋งกว่า เพราะคนเราไม่จำเป็นต้องโชว์ ต้องบอกว่าการไปอเมริกาครั้งนั้นเป็นการทำให้ยิปซีเห็นโลกอีกด้านหนึ่ง แล้วเราก็ดันชอบมันมากกว่า ก็เลยเลือกที่จะเป็นแบบปลาในบ่อนั้น ถึงแม้ตอนนี้จะกลับมาอยู่ในบ่อเดิมแล้วก็ตาม ทุกวันนี้เวลาไปไหน ยิปซีก็ยังนั่งรถไฟฟ้าไป

ความสุขอยู่ที่มีเวลาสำหรับตัวเอง
      ถ้าไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง ตอนนี้ยิปซีก็อาจจะไปทำงานอยู่ในบริษัทเอเยนซีโฆษณา หรือไม่ก็เป็นแอร์โฮสเตส แต่พอเข้ามาอยู่ตรงนี้ชีวิตเลยเปลี่ยนไป ซึ่งก็พอใจ และคิดว่ายังอยู่ในจุดที่มีความสุข คืออยู่ในจุดที่เรื่อยๆ ตรงกลาง พอดีๆ ไม่มีอะไรที่เหนื่อยมากเกินไป ซึ่งบางคนก็ถามว่า ไม่เล่นละครเหรอ ทำงานตรงนี้แล้วแต่ยังไม่ดังเปรี้ยงปร้าง ไม่อยากผลักดันตัวเองไปทำอย่างโน้นอย่างนี้บ้างหรือ ซึ่งก็เป็นอะไรที่เราก็ถามตัวเองบ่อยๆ ว่าทุกวันนี้เราชอบและพอใจหรือยัง ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็คือเราก็โอเคแล้วนี่ เพราะถ้ามันมากไปกว่านี้เราอาจจะไม่ชอบก็ได้ เช่น ถ้าเราดังขึ้น รวยขึ้น มีเงินมากขึ้น แต่ต้องเหนื่อยขึ้น ได้อยู่บ้านน้อยลง หรือมีเวลาพัก มีเวลาที่จะมีความสุขกับตัวเองน้อยลง ก็คงไม่แฮปปี้ คือยังอยากให้ชีวิตของเรามีความสุขด้วย คือยิปซีเป็นพวกที่ต้องมีเวลาให้ตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียว อย่างถ้าทั้งอาทิตย์มีวันว่างวันเดียว ยิปซีจะไม่ไปเจอเพื่อนแน่ๆ ขออยู่กับตัวเอง ปล่อยตัวฟรี ปลีกวิเวก แบบได้พักเต็มที่ โดยไม่มีอะไรรบกวน ซึ่งเป็นวิธีการชาร์จพลังให้ตัวเองอย่างดี พอมาเริ่มทำงานใหม่อีกทีก็จะมีแรง อีกอย่างเป็นคนที่มีความสุขง่าย สำหรับยิปซี ถ้าได้เข้าไปนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟ หรือได้แบกกล้องไปถ่ายรูป หรือไปนั่งเพนท์รูปที่สวนลุมฯ ก็มีความสุขแล้ว

อ่านมาถึงตรงนี้น่าจะสรุปกันได้แล้วว่า ยิปซี เป็นคนอย่างไร



 




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2012 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.