ออกกำลังกายในระหว่างตั้งครรภ์
Article : สมพัฒน์ จำรัสโรมรัน ที่ปรึกษาด้านการออกกำลังกาย
ในขณะที่ตั้งครรภ์ คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีความสนใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย จนอาจจะเกิดความวิตกกังวล ความกลัว ความลังเล ความกระวนกระวายใจ ความเครียด หรือมีคำถามต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ทำอย่างไรทารกในครรภ์จึงจะมีการพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง รวมถึงอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ และการบริหารร่างกายด้วย
เพราะคุณแม่บางคนมีความเข้าใจว่า ในขณะที่ตั้งครรภ์ควรจำกัดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย จึงมักจะงดการออกกำลังกาย เพราะกลัวว่าจะเกิดความกระทบกระเทือนต่อทารกในครรภ์ เกิดการแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนด ขณะที่บางครอบครัวอาจจะสนับสนุนและส่งเสริมให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีการขยับเขยื้อนและเคลื่อนไหวร่างกายให้มาก โดยเชื่อว่าจะทำให้คลอดได้ง่ายขึ้น
ในความเป็นจริงก็คือ การออกกำลังกายมีส่วนสำคัญ และสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพทั้งของคุณแม่และคุณลูก คือช่วยให้การตั้งครรภ์มีความปลอดภัยและดำเนินไปอย่างธรรมชาติมากที่สุด ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ขณะคลอด ไปจนถึงระยะหลังคลอด เพียงแต่ว่าการบริหารร่างกายที่ดีนั้น จะต้องมีความเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล และจะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด ฉะนั้นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จึงควรปรึกษากับแพทย์ประจำตัวก่อนที่จะเริ่มกออกกำลังกาย รวมถึงปรึกษากับครูฝึกหรือผู้ที่มีความรู้ความชำนาญที่สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับบริหารร่างกายที่ถูกต้องและปลอดภัยด้วย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุหรืออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ประโยชน์ที่จะได้รับ
แต่ก่อนที่จะพูดถึงวิธีการออกกำลังกาย เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า ประโยชน์ของการบริหารร่างกายในระยะตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง
1. เป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มความทนทานในการทำงาน และทำให้กล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานประสานกันได้ดีขึ้น
2. ช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ ทำให้ร่างกายมีความคล่องตัวและสามารถเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และมากที่สุด
3. เสริมสร้างประสิทธิภาพในการไหลเวียนเลือด และกระบวนการเผาผลาญในร่างกายให้เป็นไปด้วยดี
4. ช่วยให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายดีขึ้น
5. ช่วยให้การทำงานของระบบหายใจดีขึ้น ปอดทำงานได้เต็มที่
6. ส่งเสริมให้ได้พักผ่อนและนอนหลับอย่างเพียงพอ
7. เสริมสร้างให้เกิดความมั่นใจ เชื่อมั่นในตัวเอง ลดความวิตกกังวล คลายความกลัวและความเครียดลงได้
8. ช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากๆ หรือป้องกันภาวะเบาหวานจากการที่ระดับฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายมีการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะอินซูลิน การอุดตันของหลอดเลือดดำที่ทำให้เกิดเป็นเส้นเลือดขอด และอาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ เช่น อาการคลื่นไส้ ตะคริว แขนขาบวม ปวดหลัง ท้องผูก และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น
ออกกำลังกายแบบไหนอย่างไร
คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายภายใต้เงื่อนไขดังนี้
ความถี่
* 35 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์
* 34 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วงปลายของการตั้งครรภ์
ความหนัก
* ข้อแนะนำของสถาบัน American College of Sport Medicine กำหนดให้ใช้ระดับความหนักของการออกกำลังกายต่ำกว่าระดับในช่วงก่อนตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบต่างๆ
* ส่วนข้อแนะนำของสถาบัน American College of Obstetrics & Gynecologist ไม่มีข้อห้ามสำหรับการกำหนดความหนักในการออกกำลังกาย
* แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวกำหนดความหนักในการออกกำลังกาย เพราะในคนที่ตั้งครรภ์ ระบบการหมุนเวียนของเลือดจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าระดับปกติ ทำให้การใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวกำหนดความหนักไม่มีความแน่นอน จึงควรใช้ความรู้สึกเหนื่อยเป็นตัวกำหนดความหนักแทน โดยให้อยู่ในระดับที่รู้สึกสบายไม่เหนื่อยมากจนเกินไป
ชนิดของการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายแบบบริหารหัวใจ หรือที่เรียกว่าออกกำลังกายแบบแอโรบิคควรใช้หลักการดังนี้
* ให้คำนึงถึงความปลอดภัย โดยหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรืออันตรายจากการออกกำลังกาย เช่น การตกจากลู่วิ่ง เป็นต้น จึงควรใช้วิธีการเดินในบริเวณสนามหญ้าที่บ้าน หรือเดินตามสวนสาธารณะ จะปลอดภัยกว่า แต่ก็ควรมีเพื่อนในขณะออกกำลังกายด้วย
* ไม่ควรเริ่มกิจกรรมใหม่ๆ ในช่วงนี้ แต่ควรออกกำลังกายในรูปแบบที่คุ้นเคยหรือเคยทำอยู่ เพื่อความปลอดภัย
* ใช้การฝึกแบบ cross-training หรือมีการหมุนเวียนชนิดของการออกกำลังกายในแต่ละครั้ง เพื่อช่วยลดความเบื่อหน่ายและหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ จากการใช้ข้อต่อหรือกล้ามเนื้อกลุ่มเดิมในการออกกำลังกาย
* แนะนำการออกกำลังกายในน้ำ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เพื่อให้น้ำช่วยพยุงน้ำหนัก ลดแรงกระแทก และลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม
การออกกำลังกายแบบสร้างความแข็งแรงและความทนทานให้กับกล้ามเนื้อ (strength training)
* การสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มของกล้ามเนื้อก้น สะโพก และขา เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน
* โดยอาจทำท่านอนหงายชันเข่าแล้วยกก้นขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในท่านอนหงายหลังจากตั้งครรภ์เกิน 3 เดือนไปแล้ว เพราะน้ำหนักของเด็กในครรภ์ที่เพิ่มขึ้น จะไปกดทับเส้นเลือดดำเส้นใหญ่ที่มาจากส่วนขาและช่องท้องก่อนจะกลับเข้าสู่หัวใจ ทำให้เลือดหมุนเวียนไม่ดี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความดันต่ำขึ้นมาได้
* นอกจากนี้ยังควรมีการฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย โดยการฝึกขมิบช่องคลอด หรือที่เรียกว่า kegel exercise
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
* การกลั้นหายใจขณะออกกำลังกาย
* ห้ามใช้ free weights (หรืออุปกรณ์ยกน้ำหนักชิ้นเดียวอย่างเช่น ดัมพ์เบลล์และบาร์เบลล์) หลังจากไตรมาสแรก หรือประมาณ 4 เดือนขึ้นไป
* ควรใช้ weight machine (หรือเครื่องออกกำลังกายสำหรับบริหารกล้ามเนื้อใหญ่ๆ เฉพาะที่) สำหรับฝึกออกกำลังกายที่ระดับความหนักต่ำๆ แต่ใช้จำนวนครั้งในการยกมาก เช่น สามารถยกได้ตั้งแต่ 12 ครั้งขึ้นไปจนถึง 20 ครั้ง โดยไม่รู้สึกว่าหนักหรือเหนื่อยมากจนเกินไป
* ถ้าเป็นคุณแม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การออกกำลังกายแบบยกน้ำหนักมาก่อน ไม่ควรเริ่มในช่วงตั้งครรภ์นี้ รวมถึงควรใช้น้ำหนักตัวในการออกกำลังกาย
* ควรนั่งออกกำลังกายในท่าที่สบายและเหมาะสม
* หลีกเลี่ยงท่านอนหงายหรือยืนนานๆ (หลังจากตั้งครรภ์เกิน 3 เดือนแล้ว)
การออกกำลังกายแบบสร้างความยืดหยุ่น (flexibility)
* ควรยืดกล้ามเนื้อที่มีการตึงตัวและทำให้เกิดการปวดเมื่อย เช่น การยืดกล้ามเนื้อหลังช่วงล่าง กล้ามเนื้อน่อง เป็นต้น
* ในแต่ละท่าของการยืดกล้ามเนื้อควรทำอย่างช้าๆ และค้างไว้ประมาณ 15-20 วินาที
* ควรมีการยืดกล้ามเนื้อมัดหลักเพื่อคลายการตึงตัวของกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรทำการยืดข้อต่อมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้
แม้ว่าการออกกำลังกายจะมีประโยชน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ต้องทำอย่างถูกต้องและเหมาะสมนะครับ
|