3

ผมเป็นพ่อของเด็กจริงๆ หรือ !!!
Article : พ.ต.ต.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์

     “ผมเป็นพ่อของเด็กจริงๆ หรือ”
เป็นคำพูดที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนถึงกับอึ้ง (กิมกี่) ตั้งตัวไม่ติด เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี รู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม บางคนรู้สึกโกรธ โมโห รู้สึกว่าผู้ชายเห็นแก่ตัวและปัดความรับผิดชอบ ตามมาด้วยปฏิกิริยาต่าง ๆ เช่น เศร้าโศกเสียใจ น้อยใจ ประชดชีวิตตนเองและลูก แต่หากคุณผู้หญิงเข้าใจถึงจิตวิทยาของผู้ชายเกี่ยวกับเรื่องความเป็นพ่อลูกแล้ว คุณจะเห็นใจและให้โอกาสเขาได้ตั้งตัวมากขึ้น

      ทางจิตวิทยา เพศชายและเพศหญิงมีสัญชาตญาณความเป็นพ่อและแม่ที่แตกต่างกันอย่างมาก คือ ผู้หญิงจะมีสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ชัดเจนตั้งแต่ลูกน้อยยังอยู่ในครรภ์ เพราะผู้หญิงมั่นใจเต็มร้อยว่า เด็กที่เธออุ้มท้องหรือให้กำเนิดนั้นเป็นลูกของเธอแน่นอน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากเพศชายอย่างมาก เพราะผู้ชายจะไม่รู้และไม่มั่นใจว่า เด็กที่อยู่ในครรภ์ของผู้หญิง หรือเด็กที่เกิดมานั้นเป็นลูกของเขาจริงหรือ โดยเฉพาะหากไม่ได้มีการอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา และความระแวงสงสัยจะยิ่งทวีคูณหากฝ่ายหญิงมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจว่ามีเขาเป็นชายเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นผู้ชายหรือสัตว์เพศผู้หลายสปีชีส์จึงมีพฤติกรรม “หวงก้าง” หรือหวงแหนผู้หญิงของตน ดังคำพูดที่ว่า “ผู้หญิงข้า...ใครอย่าแตะ” เพื่อไม่ให้ชายอื่นหรือเพศผู้ตัวอื่นเข้าใกล้ผู้หญิงของตน หรือไม่ให้ผู้หญิงของตนไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่น เพื่อป้องกันความสับสันและสร้างเสริมความมั่นใจว่า เด็กที่จะเกิดมานั้นเป็นลูกของตนแน่ๆ อีกทั้งผู้ชายยังมีความหึงหวง ด้วยเกรงว่าผู้หญิงของตนจะนอกใจ ไปมีสัมพันธ์กับชายอื่น ซึ่งทำให้เกิดความระแวงสงสัยในความเป็นพ่อลูกได้ แตกต่างจากความหึงหวงของผู้หญิงที่จะเป็นเรื่องทางด้านจิตใจและอารมณ์มากกว่า เช่น กลัวว่าผู้ชายจะรักหรือมีใจให้หญิงคนอื่นมากกว่าเธอ

      หากถามว่าโดยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ ผู้หญิงจะทราบหรือไม่ว่าเด็กในครรภ์ของเธอเป็นลูกใคร คำตอบก็คือ เธอทราบและมั่นใจได้ว่าเด็กคนนี้มีเธอเป็นแม่แน่ แต่จะมั่นใจหรือไม่ว่าใครเป็นพ่อของเด็กนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมแวดล้อมอื่นๆ เช่น ถ้าเธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น แน่นอน เธอย่อมมั่นใจเต็มร้อยว่า เขาคนนั้นเป็นพ่อของเด็ก แต่ถ้าเธอมีสัมพันธ์กับผู้ชายมากกว่าหนึ่งคนในระยะเวลาใกล้ๆ กัน ความงงและสับสนจะยิ่งมากขึ้น โดยเฉพาะหากมีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายๆ คนในช่วงเวลาทับซ้อนกัน แต่ที่แน่ๆ เด็กจะเกิดมาได้ย่อมต้องมีทั้งพ่อและแม่ คือ มีไข่จากผู้เป็นแม่กับอสุจิของผู้เป็นพ่อมาผสมกัน เพราะฉะนั้นจะมีผู้ชายเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นพ่อที่แท้จริงของเด็ก (biological parent)

      หากเป็นสมัยก่อนที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า การจะบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็กอาจจะเป็นเรื่องยาก เพราะดีเอ็นเออาจไม่ปรากฏบนใบหน้าของเด็กเสมอไป คือ เด็กอาจหน้าตาเหมือนผู้เป็นแม่หรือญาติทางแม่ก็ได้ แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถช่วยไขข้อข้องใจได้ว่า ใครเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงของเด็ก อยู่ที่ว่าจะกล้ายอมรับความจริงและกล้าตรวจหรือไม่ เพราะธรรมชาติของผู้ชายมักจะไม่กล้ายอมรับความจริง ขอปฏิเสธไว้ก่อน หากไม่ตรวจก็ยังมีความหวังว่าอาจจะไม่ใช่ผลงานของตน เพราะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดมาผูกมัด ส่วนธรรมชาติของผู้หญิงจะเป็นเพศที่มักคิดเข้าข้างตัวเองอย่างมาก ฉะนั้นเธออาจจะคิดว่า เด็กที่เกิดมาเป็นลูกของผู้ชายที่เธอรัก หรือผู้ชายที่ดี มีความสามารถ หรือมีศักยภาพที่จะเป็นพ่อของลูกเธอได้ ซึ่งในความเป็นจริงผลที่ออกมาอาจไม่เป็นอย่างที่เธอคิดหรือต้องการเสมอไป เด็กอาจเป็นลูกของชายที่เธอไม่ปรารถนาก็เป็นได้ บางคนจึงเลือกที่จะอยู่กับความเชื่อของตัวเองว่า “ฉันเลี้ยงลูกเองได้ ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอ ฉันรู้ดี” ต่อไปเรื่อย ๆ

      ทีนี้มาดูจิตวิทยาของผู้ชายที่มีลูกขณะที่ยังไม่พร้อม (unwanted child) กันบ้างว่าเป็นอย่างไร
     เมื่อได้รับข่าวว่า ไข่ที่เขาไปปล่อยทิ้งไว้เกิดเป็นเด็กขึ้นมา หากเขาไม่ประสงค์จะมีลูก เขาจะเกิดปฏิกิริยาเช่นเดียวกับการได้รับข่าวร้ายนั่นเอง โดยปฏิกิริยาแรกที่มักเกิดขึ้นก็คือ อาการช็อก ตกใจ (shock) มึนชา (numbness) อึ้ง มึนงง ทำอะไรไม่ถูก และไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ปฏิเสธสิ่งที่ได้ยินมา (denial) “คงไม่ใช่มั้ง เกิดความเข้าใจผิดหรือเปล่า เป็นลูกของผมจริงๆ หรือ อาจจะไม่ใช่ก็ได้” เหล่านี้เป็นปฏิกิริยาที่ปรากฏให้เห็น โดยเขาอาจจะไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบก็ได้ เพียงแต่ว่ายังงงอยู่ ยังตั้งตัวไม่ติด ซึ่งบางคนอาจแสดงออกด้วยการหนีหน้า หลบหนี ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ติดต่อกลับฝ่ายหญิง เหมือนการหนีเข้าถ้ำไปตั้งหลักนั่นเอง
ระยะต่อมาอาจตามมาด้วยความโกรธ (anger) อาจโกรธตัวเองที่ไม่ป้องกัน ประมาท หรือโกรธฝ่ายหญิงที่ดันมาท้อง หรืออาจโกรธเด็กที่ดันมาเกิดตอนนี้ หรืออาจโกรธโชคชะตา ในระยะนี้เขาอาจแสดงอารมณ์รุนแรง ด้วยการต่อว่าหรือใช้คำพูดแรงๆ
ระยะต่อมาเมื่อเริ่มจะตั้งหลักได้บ้าง อาจเริ่มที่จะต่อรอง (bargain) โดยมีความหวังว่า ตนเองอาจจะไม่ใช่พ่อของเด็ก อาจเป็นชายอื่นก็ได้ ในช่วงนี้ผู้ชายอาจจะกลับมาเผชิญกับความจริง ขอตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความจริงก็ได้
แต่หากปัญหาต่างๆ รุมเร้าชีวิตของเขามากอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะหากเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้ชีวิตของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เขาอาจมีอาการซึมเศร้า ท้อแท้ หมดหวัง (despair/depress) นอนไม่หลับ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตัวเองได้ เช่น อาจเครียด นอนไม่หลับ จนรับประทานยานอนหลับเกินขนาด
แต่เมื่อผู้ชายสามารถตั้งหลักและยอมรับความจริงได้ (acceptance) ด้วยความสงบ และหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เขาจะกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง โดยปฏิกิริยาเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้น หายไป และเกิดขึ้นใหม่ได้อีก หรืออาจจะคงอยู่ในระยะใดระยะหนึ่งนานๆ ก็ได้ ไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาหรือระยะเวลาได้แน่นอน เพราะแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไป ดังนั้นหากเข้าใจธรรมชาติของผู้ชาย ผู้หญิงก็จะให้อภัยผู้ชายได้ง่ายขึ้น รวมถึงควรจะให้เวลา และให้โอกาสผู้ชายได้ตั้งหลักมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม (unwanted pregnancy) ไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับทุกฝ่าย ดังนั้น ควรป้องกัน อย่าประมาท อย่าพลาดจะดีที่สุดนะคะ แต่สำหรับคนที่พลาดไปแล้ว ควรตั้งสติให้ดี ค่อยๆ คิดหาทางแก้ไขอย่างถูกต้อง ทุกอย่างมีทางออกเสมอ โดยหากคุณเป็นผู้ชายคนนั้น คนที่ผู้หญิงบากหน้ามาบอกว่า คุณเป็นพ่อของเด็ก ขอให้คุณตั้งสติให้ดี แล้วใช้ความเมตตา อย่ารีบผลักไสเธอและเด็กตาดำๆ ผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงว่าเธอมาขอความช่วยเหลือจากคุณ หากเป็นไปได้ก็อยากให้คุณเมตตาและอยู่เคียงข้างเธอในช่วงเวลาวิกฤตในฐานะเพื่อนคนหนึ่งที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน เพื่อให้เธอและลูกได้มีเวลาตั้งหลัก มีที่พักพิงชั่วคราว เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ในไม่ช้าความจริงย่อมปรากฏ แล้วทุกอย่างจะคลี่คลายเอง
ถ้าจะให้ดีอยากให้มองว่า เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ควรปรึกษาหาทางออกร่วมกัน อย่าปล่อยให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามายุ่งเกี่ยวมากนัก เพราะจะยิ่งวุ่นวายสับสนมากขึ้น เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายนะคะ

ล้อมกรอบ
ปฏิกิริยาทางจิตใจของผู้ป่วย
Elizabeth Kubler-Ross จิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้อธิบายถึงปฏิกิริยาทางจิตใจที่เกิดขึ้นเป็นปกติในคนทุกคน ในการตอบสนองต่อการป่วยด้วยโรคร้าย หรือต่อการที่จะต้องตายไว้เป็น 5 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 Shock/Denial งง และปฏิเสธ เช่น ไม่เห็นด้วยกับผลการวินิจฉัยโรคของแพทย์ ซึ่งระยะนี้อาจจะคงอยู่เพียงชั่วคราว หรือคงอยู่ตลอดการดำเนินของโรคก็ได้ แต่ที่พบบ่อย คือ มักจะเกิดขึ้นในลักษณะเป็น ๆ หาย ๆ

ระยะที่ 2 Anger โกรธ โกรธครอบครัว โกรธตัวเอง โกรธโชคชะตา ฯลฯ ซึ่งอาจแสดงออกโดยตรงกับผู้รักษา หรือใช้วิธีการต่อต้านการรักษา ระยะนี้ผู้ป่วยจะทบทวนชีวิตในอดีตที่ผ่านมาว่า เคยทำผิดพลาด ละเลยไม่ดูแลสุขภาพ หรือมีการทำผิดศีลธรรม อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยอย่างไร เป็นระยะที่ผู้ป่วยมักเกิดความน้อยใจ เสียใจ เกิดความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับยุติธรรมในชีวิต บางคนโกรธสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือศาสนาที่ตนเคยนับถือ จนเลิกนับถือ

ระยะที่ 3 Bargain การต่อรอง ขอข้อยกเว้น เช่น หวังว่าโรคจะไม่รุนแรง รักษาได้ หรือว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้เห็นสิ่งที่หวังหรือตั้งใจไว้ ซึ่งผู้ป่วยและญาติอาจแสดงออกโดยการตระเวนไปรักษาตามที่ต่างๆ หรือรักษาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น สมุนไพร หรือบางคนอาจใช้วิธีบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ระยะที่ 4 Despair/Depress ซึมเศร้า เป็นการยอมรับหรือเผชิญกับความจริงด้วยความเศร้าโศก เสียใจ ท้อแท้ หมดหวัง โดยอาจแสดงออกมาในลักษณะการแยกตัว ไม่สนใจใคร เบื่อหน่าย อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า หรือทำร้ายตัวเองได้

ระยะที่ 5 Acceptance ยอมรับ เป็นระยะสุดท้ายที่กลไกทางจิตทำงานได้สำเร็จ ทำให้ผู้ป่วยสามารถทำใจยอมรับด้วยความสงบ ไม่ทุรนทุราย ร่วมมือกับการรักษา และมีชีวิตอยู่ด้วยความหวังในสิ่งที่เป็นไปได้

อาการทั้ง 5 ระยะนี้อาจจะเกิดขึ้น หายไป และเกิดขึ้นใหม่ได้อีก หรืออาจจะคงอยู่ในระยะใดระยะหนึ่งนานๆ ก็ได้ ไม่สามารถกำหนดเวลาที่ใช้ในแต่ละระยะได้แน่นอน รวมถึงยังมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งนอกจากผู้ป่วยแล้ว ญาติและสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยก็อาจจะมีการแสดงออกทางอารมณ์ได้ทั้ง 5 ระยะเช่นเดียวกัน โดยปฏิกิริยาทางจิตใจจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะของการเจ็บป่วย






For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2011 TIMS(Thailand) Ltd., All rights reserved.