ชื่อเรื่อง : ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ใครก็เป็นได้

     รูมาตอยด์คืออะไร บางคนอาจทำหน้างง แต่หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำนี้เป็นอย่างดีว่า รูมาตอยด์เป็นหนึ่งในสมาชิกของโรคข้ออักเสบ ที่มีชื่อเรียกเต็มยศว่า ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยความน่ากลัวของโรคนี้ก็คือ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และส่วนใหญ่รักษาไม่หาย รวมถึงหากได้รับการรักษาช้า อาจจะทำให้ข้อถูกทำลาย แต่ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ป่วยจะสามารถอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข มารู้จักโรคนี้กัน


โรครูมาตอยด์คืออะไร
     โรครูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเด่นคือ มีการเจริญงอกงามของเยื่อบุข้ออย่างมาก เยื่อบุข้อนี้จะลุกลามและทำลายกระดูกและข้อในที่สุด โรคนี้มิได้เป็นแต่เฉพาะข้อเท่านั้น ยังอาจมีอาการทางระบบอื่น ๆ อีก เช่น ตา ประสาท กล้ามเนื้อ เป็นต้น

อุบัติการณ์และกลุ่มเสี่ยง
     ข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อยเป็นอันดับสองรองจากโรคเกาต์ ประมาณการณ์ว่าประชากรไทย 1,000 คนจะป่วยด้วยโรคนี้ราว 3 คน เกิดได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่ผู้หญิงจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า โดยเชื่อว่าเกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิง (ฮอร์โมนเอสโตรเจน) ในระบบภูมิคุ้มกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นกับผู้หญิงที่มีอายุอยู่ระหว่าง 30-40 ปี

สาเหตุ
     ข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (autoimmune disease) คือระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายถูกกระตุ้นให้ผลิตแอนติบอดีขึ้นมาทำร้ายเนื้อเยื่อของร่างกายด้วยกันเอง จนทำให้เนื้อเยื่อปกติเกิดการอักเสบขึ้น ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้แพทย์ก็ยังไม่ทราบว่าอะไรที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด เพียงแต่เชื่อว่าคนบางคนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองได้ง่ายกว่าคนอื่น โดยเฉพาะเมื่อได้รับแรงกระตุ้นจากอะไรบางอย่าง จนทำให้ระบบภูมคุ้มกันทำงานแปรปรวน คือต่อต้านเนื้อเยื่อร่างกายด้วยกันเอง แต่ก็ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น จนทำให้เกิดข้ออักเสบตามมา สันนิษฐานเพียงว่าอาจเป็นการติดเชื้อไวรัสบางชนิด หรือการสูบบุหรี่

      โดยในคนที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเยื่อบุข้อ ทำให้เยื่อบุข้ออักเสบ หนาตัวขึ้น และมีการสร้างน้ำไขข้อเพิ่มขึ้น ทำให้ข้อบวม ปวด และขยับข้อไม่ได้ หากการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในข้อมีความรุนแรงเพียงพอที่จะทำลายโครงสร้างของข้อ ซึ่งได้แก่ กระดูกอ่อนผิวข้อ และหัวกระดูกที่อยู่ในบริเวณข้อ ก็จะทำให้ข้อคดงอและผิดรูปไป

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง
     ปัจจัยด้านพันธุกรรม พบว่า 2 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์สามารถตรวจพบสารพันธุกรรมบางตัวได้บ่อยกว่าคนทั่วไป แต่โรคนี้ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพราะไม่สามารถทำนายได้ชัดเจนว่า หากพ่อหรือแม่เป็นแล้ว ลูกจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญคือคนที่มีสารพันธุกรรมชนิดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เสมอไป หากไม่ได้รับแรงกระตุ้นจากปัจจัยที่เหลือ

      การติดเชื้อบางชนิด มีข้อสันนิษฐานว่า การติดเชื้อไวรัสบางชนิดอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคแสดงออกมากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงด้านพันธุกรรมอยู่แล้ว

      ฮอร์โมนเพศ เนื่องจากโรคนี้พบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย จึงเชื่อว่าฮอร์โมนเพศอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้

      การสูบบุหรี่ ปัจจุบันพบว่า การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคแสดงออกมากขึ้นในคนที่มีความเสี่ยงด้านพันธุกรรมอยู่แล้ว ในทำนองเดียวกันกับการติดเชื้อไวรัส

อาการในข้อและนอกข้อ
     ข้ออักเสบรูมาตอยด์ทำให้ข้อเกิดอาการปวดและบวม ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับข้อเล็กๆ ที่มือ ข้อมือ และเท้า แต่สามารถเกิดขึ้นกับข้อไหนก็ได้ในร่างกาย ด้วยข้อที่ปวดและบวมนี่เองที่ทำให้ผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์มีปัญหาในการใช้ข้อ

      อาการปวดข้อ เนื่องจากข้ออักเสบมักเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ระยะเริ่มต้นจะรู้สึกฝืดตึงตามข้อนิ้วมือ ข้อมือหรือส้นเท้า โดยจะมีอาการปวดมากในตอนเช้าหลังตื่นนอน พอสายๆ อาการจะค่อยทุเลาลงเองจนเหมือนปกติ และคิดว่าหายไป แต่จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนในที่สุดจะปวดข้อต่อเนื่องและเริ่มสังเกตว่า ข้อจะบวมป่องออกทางด้านข้าง ดูคล้ายกระสวย

      โดยเมื่อมือหรือร่างกายช่วงบนได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยก็จะพบกับความยากลำบากในการเคลื่อนไหวมือเพื่อทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การแต่งตัว อาบน้ำ ปรุงอาหาร และทำงานบ้าน ถ้าเป็นที่เท้าและร่างกายส่วนล่าง ข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็จะทำให้เกิดปัญหาในการเดิน ขึ้นบันได และการลุกขึ้นจากเก้าอี้ หรือการใช้ห้องน้ำ

      อาการต่างๆ จะค่อยๆ แย่ลง และนำไปสู่ความเสียหายของกระดูกอ่อนและกระดูกของข้อต่อ เป็นผลให้ข้อทำงานได้ลดลง
อาการนอกข้อ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ไม่ได้มีอาการทางข้อเท่านั้น แต่ยังมีอาการอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับข้อด้วย เช่น อาการเยื่อหุ้มปอดอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เกิดเป็นแผลเรื้อรังตามแขนขา เนื่องจากหลอดเลือดที่ผิวหนังอักเสบ หรือเป็นตุ่มนูนใต้ผิวหนัง (ก้อนรูมาตอยด์) ซึ่งพบบ่อยที่ข้อศอกในตำแหน่งเท้าแขนที่มีการกดทับบ่อยๆ ตาแดงจากเยื่อบุตาอักเสบโดยเฉพาะบริเวณตาขาว ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ตาขาวบางลงจนทะลุและตาบอดได้

การวินิจฉัย
     ในการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แพทย์จะต้องใช้ข้อมูลหลายๆ อย่างประกอบกัน ทั้งจากการตรวจร่างกาย การตรวจเลือด และการตรวจทางรังสี รวมถึงอาจจะต้องสั่งตรวจเลือดโรคอื่นๆ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดข้ออักเสบที่มีลักษณะคล้ายกับข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพื่อจะได้ตัดออกไป ดังนี้

      การตรวจร่างกาย แพทย์จะทำการตรวจดูตำแหน่งและจำนวนข้อที่มีการอักเสบ ซึ่งถ้าตรวจพบการอักเสบของข้อเล็กๆ ตามนิ้วมือ นิ้วเท้า รวมทั้งที่ข้อมือ จำนวนมากกว่า 10 ข้อขึ้นไป ก็มีแนวโน้มว่าผู้ป่วยรายนั้นจะเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มากกว่าการตรวจพบว่ามีข้ออักเสบเพียงไม่กี่ข้อ
การตรวจเลือด ได้แก่

      - การตรวจ“รูมาตอยด์แฟกเตอร์” (rheumatoid factor หรือที่มักเขียนย่อๆว่า RF หมายถึงแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อต้านแอนติบอดีด้วยกันเอง) โดยหากตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ในระดับสูงๆ ก็มีแนวโน้มว่า ผู้ป่วยอาจจะเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มีความรุนแรง และมีการสึกกร่อนของข้ออย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม แพทย์จะต้องแปลผลการทดสอบนี้ด้วยความรอบคอบ เพราะคนที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์บางคนอาจตรวจไม่พบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ก็ได้ ในทางตรงกันข้าม คนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็อาจจะตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ได้เช่นกัน แต่มักจะอยู่ในระดับต่ำๆ ซึ่งเรียกว่า “ผลบวกลวง” ดังนั้นการแปลผลเลือดจึงจำเป็นต้องใช้ประกอบกับอาการและการตรวจข้อเสมอ

      - การตรวจ“แอนตี้-ซีซีพี” สำหรับในกรณีที่ตรวจเลือดไม่พบรูมาตอยด์แฟกเตอร์หรือแยกจากผลบวกลวงไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาส่งเลือดไปทำการทดสอบอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “แอนตี้-ซีซีพี” (anti-CCP) ซึ่งช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคได้คล้ายกันกับรูมาตอยด์แฟกเตอร์ ซีซีพีย่อมาจากคำว่า “ไซคลิก ซิทรูลิเนท เป็ปไตด์” (cyclic citrullinated peptide) เป็นโปรตีนสายสั้นๆ ที่พบในน้ำไขข้อของผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยพบว่าแอนติบอดีที่ไปจับกับสายเป็ปไตด์ชนิดนี้สัมพันธ์กับการสึกกร่อนของข้อในโรคนี้

      - การตรวจเลือดที่สะท้อนว่ามีการอักเสบในร่างกาย ได้แก่ ค่า“อีเอสอาร์” (หมายถึงความเร็วในการตกของเม็ดเลือดแดงเมื่อตั้งทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง) หรือค่า“ซีอาร์พี” (โปรตีนที่ตอบสนองต่อการอักเสบ) โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะส่งตรวจอีเอสอาร์เป็นหลัก เนื่องจากทราบผลเร็วภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งตามปกติค่าอีเอสอาร์จะไม่เกิน 30 มิลลิเมตรต่อ 1 ชั่วโมงในเพศหญิง และไม่เกิน 20 มิลลิเมตรต่อ 1 ชั่วโมงในเพศชาย แต่ในกรณีที่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์กำเริบ ค่าอีเอสอาร์จะขึ้นสูงกว่าปกติ และจะลดลงเป็นปกติหากได้รับการรักษาและควบคุมโรคได้

      ภาพถ่ายรังสีของมือและเท้า หากตรวจพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่เข้าได้กับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็จะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคได้ แต่ระยะเริ่มแรกอาจตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆ จากภาพถ่ายรังสี เพราะการเปลี่ยนแปลงที่จะปรากฏให้เห็นในภาพถ่ายรังสี ผู้ป่วยต้องมีข้ออักเสบมานานพอสมควรกระทั่งมีการสึกกร่อนของหัวกระดูกแล้ว

จะให้ดีต้องรีบรักษา
     การจัดการกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีความท้าทายหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ผู้ป่วยบางคนไปพบแพทย์ช้า เนื่องจากไม่ทราบว่าควรไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งๆ ที่มีความชัดเจนว่า การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ในระยะแรก จะมีโอกาสหยุดยั้งความก้าวหน้าของโรคได้ ลดโอกาสที่ข้อจะพิการ และทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่ดี

     โดยเป้าหมายสำคัญในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือ ลดหรือบรรเทาอาการปวดข้อ ป้องกันข้อไม่ให้ถูกทำลาย และคงการเคลื่อนไหวของข้อและส่งเสริมให้ข้อทำงานได้ตามปกติ รวมถึงทำให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

      โดยยาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นแล้ว ยังชะลอการลุกลามของโรคได้ด้วย ซึ่งยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จะแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มคือ

     ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs ซึ่งเป็นยาที่ช่วยระงับอาการปวดและลดการอักเสบของข้อ โดยกลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญของยากลุ่มนี้คือ ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โพรสตาแกลนดิน (prostaglandins) ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักชนิดหนึ่งที่ก่อการอักเสบและอาการปวด แต่เนื่องจากเอนไซม์โพรสตาแกลนดินเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ ดังนั้นการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์อาจจะส่งผลให้ระบบทางเดินอาหาร และไตมีปัญหา รวมถึงทำให้ความดันโลหิตสูง จึงควรใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น และควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ รวมถึงควรรับประทานยานี้ภายหลังการรับประทานอาหารทันที

     ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค หรือ DMARDs ถ้าเปรียบเทียบกับ NSAIDs และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์(ที่จะกล่าวถึงต่อไป) ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคเป็นยาชนิดเดียวที่มีผลในการลดการลุกลามของโรค ยากลุ่มนี้จะมีหลายตัว (มีทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีด) และแต่ละตัวก็จะมีกลไกที่เฉพาะเจาะจงต่อการลดการอักเสบและลดการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดการอักเสบ โดยแพทย์จะจ่ายยากลุ่มนี้ให้ผู้ป่วยทันทีที่มีการวินิจฉัยว่าพวกเขาเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

      ผลข้างเคียงจากการใช้ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคก็อย่างเช่น ทำให้มีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เป็นแผลที่ระบบทางเดินอาหาร ผมร่วง รวมถึงยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อ เนื่องจากยาไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

     ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ยาสเตียรอยด์ ในขณะที่รอให้ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคออกฤทธิ์ ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจจะได้รับประโยชน์จากการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติระงับการอักเสบได้ดีและออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ยามีอยู่หลายรูปแบบ ทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีด ทั้งฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดเข้าข้อโดยตรง

      แต่ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์มีผลข้างเคียงคือทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นต้อกระจก และเกิดภาวะกระดูกพรุน

     ยากลุ่มสารชีวภาพ (biologic agents) ยากลุ่มสารชีวภาพเป็นยาที่ให้การรักษาจำเพาะจุด เพราะไปออกฤทธิ์ตรงตัวกับสารอักเสบที่ออกมาเยอะในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาทิ สารที่เรียกว่า Anti-TNF, Anti-IL1 และ Anti-IL6 จึงเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการระงับข้ออักเสบอย่างรวดเร็ว และทำให้โรคเข้าสู่ระยะสงบได้ในผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย แม้แต่ในผู้ป่วยที่ยังคงมีข้ออักเสบรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคก็ตาม โดยเมื่อได้รับยากลุ่มสารชีวภาพ ส่วนใหญ่จะเริ่มมีการตอบสนองให้เห็นในระยะเวลาเพียง 2-4 สัปดาห์ ทำให้อาการปวดข้อของผู้ป่วยดีขึ้น และจำนวนข้ออักเสบบวมลดลง นอกจากนี้การใช้ยากลุ่มสารชีวภาพติดต่อกันในระยะยาวยังสามารถลดการทำลายข้อได้ด้วย ขณะที่ผลข้างเคียงก็พบไม่บ่อยและไม่ค่อยรุนแรงมากนัก เพียงแต่ว่าเป็นยาที่มีราคาแพง

     การผ่าตัดถือว่าเป็นการรักษาที่สำคัญอีกวิธีหนึ่งในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยเฉพาะในรายที่ข้อถูกทำลายอย่างมาก ข้อผิดรูป หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง โดยแพทย์จะต้องมีการประเมินสภาพร่างกายผู้ป่วยก่อนรับการผ่าตัดเสมอ

      การผ่าตัดในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์แบ่งออกได้เป็น การผ่าตัดลอกเยื่อบุข้อ โดยเฉพาะที่ข้อมือ ซึ่งอาจจะทำให้มือไม่สามารถใช้งานได้ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม โดยเฉพาะข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อมือ และข้อศอก รวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อนิ้วเพื่อลดความเจ็บปวดและทำให้มือสามาถกลับมาใช้งานได้ดีขึ้น แต่อาจจะทำให้ไม่สามารถกำมือได้ การผ่าตัดซ่อมเอ็นในกรณีที่มีเอ็นขาด และการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนรูมาตอยด์ออก

ปรับชีวิต พิชิตรูมาตอยด์
     นอกจากการรักษาด้วยยาและการผ่าตัดแล้ว การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันนับว่ามีความสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยอยู่กับโรคได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายและการบริหารข้อ เพื่อป้องกันข้อติด และเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้การใช้กายอุปกรณ์เสริมก็ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีข้อผิดรูปสามารถหยิบจับหรือเดินเหินได้สะดวกขึ้น และลดการทำให้เกิดอาการเจ็บข้อได้ ฉะนั้นผู้ป่วยควรขอรับคำแนะนำจากแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดเพื่อจะได้ปรับชีวิตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน


   
   




For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2011 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.